ลานปัญญา
ความเหมือนที่แตกต่าง
02-01-2552 โครงการคืนครูให้นักเรียน
02-01-2552 โครงการคืนครูให้นักเรียน
นายกรัฐมนตรีมีแนวคิด จะนำบุคคลที่ได้รับอบรมเป็นเวลา 45 วัน จ้างให้ทำงานธุรการการศึกษาในชนบทเป็นเวลา 6 เดือน ถือเป็นการคืนครูให้นักเรียน เพราะที่ผ่านมาครูต้องมาทำงานด้านธุรการ ทำให้ไม่มีเวลาสอนเด็กนักเรียนอย่างเต็มที่ โดยคาดว่าจะใช้งบประมาณ 2 หมื่นล้านบาท
กระตุ้นธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อให้เกิดการจ้างงาน
กองทุนหมู่บ้าน กองทุนเศรษฐกิจพอเพียง
กองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา
และจัดระบบหางานให้กับนักเรียนที่กู้ยืมเงิน ทำให้ไม่เป็นหนี้สูญ ซึ่งหลาย ๆ มาตรการที่กำหนดจะฟื้นเศรษฐกิจได้ภายใน 3 เดือน
ค่อยยังชั่วหน่อย โครงการดีๆ เอาใจช่วยๆๆ
บ้านนอกศึกษา
ปลา และ อีกา 2
เวลาที่ทำความรำคาญและสร้างความโกรธแค้นเจ้าอีกามากที่สุดก็ช่วง พอเราเอาปลาเค็มไปตากแดดในกระด้ง กระจาด ตะกร้า หรือแผ่นสังกะสีบ้าง เพื่อผึ่งให้แห้ง ก่อนที่จะเก็บ อีกามักจะบินลงมาเกาะที่ลูกกรงชานบ้านนับสิบๆตัว แล้วก็บินโฉบเอาปลาของเราไปกินหน้าตาเฉยเลย.. แถมถ่ายมูลรดหลังคาบ้าน ชานบ้าน ลูกกรงชานบ้านขาวไปหมด พ่อต้องเอาฝาชีมาครอบ เอาแหเก่าๆที่ขาดมาคลุม แต่ก็ไม่วายถูกแย่งอยู่เสมอๆ
เสียงอีกาจะหายไปตอนพลบค่ำแล้วไปส่งเสียงดังที่ต้นไม้ใหญ่ที่วัด และเช้ามืดมันก็จะมาปลุกเราตื่นแต่เช้าตรู่อีก ช่วงเวลากลางวันเราต้องมากลับปลาที่พึ่งไว้นั้นให้อีกด้านถูกแดดด้วย หรือมาดูว่าปลาถูกแมลงวันมาหยอดไชขาง(ไข่)ทิ้งไว้ไหม หากพบก็จะเขี่ยออก บ่อยครั้งที่ปลาตะเพียนผ่าซีกของเราในกระด้งอยู่ไม่ครบตัว เพราะอีกาแอบมาเอาไปกินน่ะซี ตกเย็นหมดแดดหากไม่รีบเก็บปลาที่ตากไว้นั้น มดก็จะมาขึ้น เราก็ต้องคอยไล่มด เคาะให้มดออกจากตัวปลาแล้วก็เอาเก็บใส่ปีบ พรุ่งนี้ก็เอาตัวที่ยังไม่แห้งดีออกมาตากใหม่...
ผมไม่ชอบอีกาเอามากๆ คอยแอบยิงเสมอแต่ร้อยครั้งจะถูกสักครั้ง แต่ก็ไม่ตายหรอก ทุกปีผมจะได้กินปลาเค็มที่ทำด้วยปลาตะเพียน มันย่อง เลิศรส เค็มพอดี กับข้าวร้อนๆบ้าง ข้าวต้มตอนกลางวัน หรือไม่ก็แกงผักบุ้งใส่ปลาเค็ม ปลาช่อนเค็มผมชอบกินกับแกงมากกว่า วันไหนที่ผมต้องหาบข้าวอาหารมื้อเช้าไปส่งพ่อ แม่ที่เกี่ยวข้าวกลางนา จะเป็นอาหารที่อร่อยมากๆเพราะกินกันกลางทุ่งนา แต่ไม่ชอบเกี่ยวข้าวเพราะมันไม่สนุก เมื่อย ปวดหลัง และบางทีดินยังไม่แห้งเป็นโคลนต้องย่ำ เปื้อนน่อง เท้า ล้างมันก็ไม่ค่อยออกหมดมันก็จะแตก และหนาว
ผมชอบให้พ่อทำปี่จากปล้องต้นข้าว เป่าแก้มโป่งไปเลย เวลาค่ำเลิกงานนา เดินกลับบ้านจากทุ่งผมชอบดูแสงหิงห้อยนับล้านๆตัว บินอวดแสงที่ก้นมัน แต่ผมมักจะปิดตาแล้วเกาะมือแม่เดินตามคันนากลับบ้านด้วย เพราะกลัวผี.. กลัวงู...
นับตั้งแต่ปี 2509 ผมลงไปเรียนหนังสือที่ฝั่งธนบุรี เป็นช่วงที่เปลี่ยนชีวิตผมครั้งใหญ่ จากเด็กบ้านนอกมาอยู่ในเมืองหลวง เพื่อเรียนหนังสือมุ่งหวังเข้ามหาวิทยาลัย.... ช่วงนั้นจะกลับมาบ้านก็ช่วงปิดเทอมเท่านั้น ชีวิตส่วนใหญ่ก็เริ่มห่างไกลชนบท คลุกคลีกับสังคมเมือง บางเทอมก็ไม่ได้กลับบ้านเพราะทำงานรับจ้างหาเงินบ้าง
เมื่อผมเรียนจบมหาวิทยาลัยเดินทางกลับบ้าน แม่ทำปลาร้าทรงเครื่องให้กิน แกงผักบุ้งปลาเค็มตามคำร้องขอของผม ผมอร่อยในฝีมือแม่ กินจนพุงกาง แล้วถามว่าแม่เอาปลามาจากไหน แม่ตอบว่า ก็ซื้อมาซิลูก.. พ่อเขาไปตลาดก็เลยซื้อมา ซื้อมาหลายอย่าง น้ำปลาด้วย ปลานั่นเป็นปลาเลี้ยงตามบ่อต่างๆ เดี๋ยวนี้เขาขุดบ่อเลี้ยงปลากันแล้ว ไม่เหมือนแต่ก่อนแล้ว...
เสร็จอาหารมื้อเย็นผมปลีกตัวเงียบๆไปที่โคนต้นก้ามปูใหญ่ต้นเดิมที่สมัยเด็กๆชอบมานั่งเล่นนั้น ผมทวนคำว่าปลาซื้อมา... ผมนึก 10 ปีที่ผมไม่อยู่บ้าน เราต้องซื้อปลากินแล้ว มิน่าเล่าผมไม่ได้ยินเสียงอีกาเลย ผมไม่เคยเห็นอีกาอีกเลย
พรุ่งนี้ผมจะลาจากพ่อแม่กลับไปทำงานพัฒนาชนบทที่ภาคเหนือที่ได้งานหลังเรียนจบแล้ว....
ผมคิดถึงงานพัฒนาชนบทที่เป็นโจทย์ใหญ่สำหรับบัณฑิตหนุ่มอย่างผม????...
(เป็นบทความที่ผมเขียนไว้ตั้งแต่ 22 กันยายน 2527 ในสมุดบันทึกส่วนตัว 25 ปีที่แล้ว)
โอ๊ย โอ๊ย คิดถึงจังเธอ
โอ๊ย โอ๊ย
ตั้งแต่วันที่ฉันได้คุยเคียงคู่สองคนกับเธอครั้งก่อน กลับมานอนครวญครางละเมอ
คอยพร่ำหาเธอเหมือนจะอ้อนวอน เกิดอะไรขึ้นมาล่ะเออ มันอยากรู้นัก...
เปลี่ยนฉันไปจากเดิม....โอ๊ย...
เจอะแต่เพียงแววตาของเธอทั้งคู่ฉายมาสะกดหรือเปล่า อาจเป็นดาวดวงใดใช้เธอมาหลอกเล่นกลเป็นไปไม่ได้
ออกจะงง คงเป็นเพราะเธอทำสับสน...โอ๊ย...
เดี๋ยวอยากรัก เดี๋ยวอยากลืม โอ๊ย โอ๊ย ทุกสิ่งเปลี่ยนไปเพราะเธอ เธอทำให้ฉันรัก...เธอก่อน
ไม่อาจถอน...หัวใจยังคอยแอบแอบมองแบบซึ้งๆ เธอทำให้ฉันหลง...ใจอ่อน
นอนกอดหมอน..ทุกคืน
*จะทนได้นานสักเท่าไร หากคิดถึง... อยากจะกินกลืนเธอทั้งตัว
ไม่อยากเหลือไว้ให้ใครได้กลิ่น
อยากได้ยินเพียงเสียงของเธอ เพรียกบอกรักเพ้อ ถึงฉันผู้เดียว เกิดอารมณ์ทนไปไม่ไหว ใจมันหวิววาบ
ไม่เจอคงขาดใจ โอ๊ย โอ๊ย....
โอ๊ย โอ๊ย คิดถึงจังเธอ
เพลง version ของ นันทิดา (รู้สึกว่าคีย์จะร้องง่ายกว่า) http://video.showded.com/watch?vdoId=34204 เพลง version ของ ศรัณย่า (จะร้องยากแต่ก็เพราะ หวานๆ กว่าของนันทิดา) http://www.youtube.com/watch?v=KeY01tNVaUMบรรยายภาพ เฮฯหก
*** ประกาศผลภาพส่งประกวดจาก เฮฯหก และหกกว่าๆ ***
หลังจากรอมาสักพักจนไม่มีผู้ส่งภาพประกวดเพิ่ม คณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิห้าท่าน อันประกอบด้วย อาจารย์แป๋ว พี่แป๋ว น้องแป๋ว ป้าแป๋ว และ ผศ.ดร.ภาวดี ได้ตัดสินภาพส่งประกวดเฮฯหก และหกกว่าๆ จำนวน 42 ภาพดังนี้
อ้อ ก่อนประกาศผลแจ้งเกณฑ์ตัดสินก่อนครับ "เกณฑ์การตัดสิน จะดูจาก เรื่องราวของภาพ ความสมบูรณ์ มุมกล้อง แสง และความชัดเจน นะคะ…ถ้าจะดูมากกว่านี้ ขอไปเรียนเรื่องการถ่ายภาพก่อนนะคะ…อิอิ" คำตัดสินของคณะกรรมการถือเป็นที่สิ้นสุด
จำไม่ได้ว่ามีรางวัลอะไรให้นะครับ
ผลการประกวดแบ่งเป็นสองกลุ่ม โดยกลุ่มแรก เป็นภาพที่แสดงตัวตน แสดงเอกลักษณ์ ของเฮฯ หก ส่วนกลุ่มที่สองเป็น บริบทของเฮฯ หก เป็นภาพที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรม เป็นบรรยากาศ สถานที่ที่เฮฯ หก ไปทำกิจกรรม
ผลของการตัดสินคือ
กลุ่มแรก: ภาพที่แสดงตัวตน แสดงเอกลักษณ์ ของเฮฯ หกชนะเลิศ
ภาพ: มามะ มาดูรูปลิงกัน
ถ่ายโดย: สิทธิรักษ์
ความเห็นของคณะกรรมการ: "รูปนี้เป็นเอกลักษณ์เฮฮาค่ะ คือชอบถ่ายภาพแล้วมาดูกัน ตรงนี้ดูแล้วเห็นความสนุกค่ะ"
รองชนะเลิศอันดับ 1
ภาพ: หัวใจเฮฮา เริงร่าฉ่ำรัก ลอยฟ่องพูมฟัก ชื่นใจนักเฮฯ 6
ถ่ายโดย: สิทธิรักษ์
ความเห็นของคณะกรรมการ: "ภาพนี้เป็นเอกลักษณ์ เฮ 6 เพราะไปจัดในดินแดนที่มีโคมลอยค่ะ"
รองชนะเลิศอันดับ 2
ภาพ: สงสัย
ถ่ายโดย: aram
ความเห็นของคณะกรรมการ: "ภาพนี้ก็เป็นสัญญลักษณ์เฮฮาค่ะ คือสงสัยใคร่เรียนรู้ เสียดายแต่ภาพไม่ค่อยคม"
ชมเชย (มีสองภาพเท่ากัน)
ภาพ: นิ่ง และ ความสุข
ถ่ายโดย: จอมป่วน และ จอมป่วน
ความเห็นของคณะกรรมการ: "ภาพนี้ชมเชย แม้จะไม่บอกเรื่องราวมาก แต่ ภาพมีอารมณ์ คือ เห็นอารมณ์ของภาพได้ค่ะ... จริงๆไม่อยากให้ซ้ำ แต่เสียดายไม่รู้จะตัดภาพไหนค่ะ"
จะบอกอะไรให้อย่างนึงครับ ทั้งภาพรูปข้างบน มีชิ้นส่วนของใครบางคนปรากฏอยู่ในภาพทั้งห้า อิอิ
กลุ่มที่สอง: บริบทของเฮฯ หกชนะเลิศ
ภาพ: อุบัติเหตุน้ำมูกช้าง
ถ่ายโดย: Logos
ความเห็นของคณะกรรมการ: "55555555 พอๆ กะหมอป่วนเลย ได้รางวัลทีไรชมกรรมการเปาะ" -- คณะกรรมการให้ความเห็นหลังจากได้รับคำชมว่าตาแหลม
รองชนะเลิศอันดับ 1
ภาพ: ความเปลี่ยนแปลง
ถ่ายโดย: bangsai
ความเห็นของคณะกรรมการ: "ทั้งสองภาพนี้ มีเส้นดึงสายตาทั้งคู่ และกิจกรรมคราวนี้มีนั่งช้าง มีขึ้นเขา ไปหมู่บ้านชาวเขา"
รองชนะเลิศอันดับ 2
ภาพ: ให้รู้ว่าใครใหญ่…บนดอยแม่สลอง … (อนาคต)
ถ่ายโดย: pukaorchid
ความเห็นของคณะกรรมการ: "ภาพนี้ก็บอกบรรยากาศของชาวเขาที่เฮ 6 ไปเยี่ยมชมค่ะ"
ชมเชย (มีสองภาพเท่ากัน)
ภาพ: แสงสุรีย์ที่บ้านอาข่า และ เชียงรายรำลึก
ถ่ายโดย: silt และ ป้าจุ๋ม
ความเห็นของคณะกรรมการ: แสงสุรีย์ที่บ้านอาข่า -- "ได้บรรยากาศดี แต่มุมกล้องไม่ค่อยดีนัก"
เชียงรายรำลึก -- "ภาพนี้สดใสชัดเจน บอกความเป็นเชียงราย ภาพมีจุดเด่นค่ะ"
ขอแสดงความยินดีกับตากล้อง นางแบบ นายแบบ และธรรมชาติที่เราบันทึกรูปและความประทับใจกันมาครับ
"ตื่นรู้" ในปีใหม่
ก้าวล่วงเข้าปีใหม่เพียงไม่ถึงหนึ่งนาที เสียงจุดพลุหลากสีดังก้องประสานจากหลายแห่ง ความดังและแรงสั่นสะเทือนทำให้ตื่นมายืนดู เคล้ากับเสียงเห่าขรมของเจ้าสี่ขาในบ้าน จึงได้คิดว่าทุกครั้งที่มีเสียงพลุ เจ้าตัวจุดจะเห่าสนั่นหวั่นไหวทุกคราวไป ในขณะที่อีกตัวนอนนิ่งเงียบแม้จะกลัวแบบเดียวกัน
จะว่าไปเจ้าตัวเล็กคงเป็นทาสของเสียงพลุเพราะคุมตัวเองไม่ได้ ..หยุดจุดก็หยุดเห่า จุดเมื่อไหร่เห่าเมื่อนั้น ดูไปแล้วทั้งน่าขำทั้งน่าเวทนา แต่นึกดูอีกที มีอยู่บ่อยครั้งที่เราเป็นแบบเจ้าตัวจุดนี้เหมือนกัน เพียงแต่อาจไม่ได้มีปฏิกิริยากับเสียงพลุแต่มีปฏิกิริยากับสิ่งอื่นแทน...
วันว่างที่ผ่านมาล้างและขัดอ่างบัวเพราะไม่มีดอกและเน่า ก็ฉุกคิดว่าเราล้าง ทำความสะอาดทุกสิ่งที่อยู่รอบตัว แต่ใจเราเล่า มีการล้าง ทำความสะอาดเพียงใด ..
มณีในดอกบัว
แมลงผึ้งหึ่งมาหาน้ำหวาน
เป็นอาหารตามประสาต้องอาศัย
ข้างฝ่ายเราเสาะหากว่านั้นไป
หามณีวิสุทธิ์ใสในดอกบัว
อันดอกบัวคือพระโอษฐ์จอมมุนี
ดูเถิดมีธรรมกระสวนอยู่ถ้วนทั่ว
แสดงอรรถลึกล้นเหนือ "ตนตัว"
ซึ่งน่ากลัวควรทำลายให้หายไป
ปฏิบัติแล้วครบพบนิพพาน
ด้วยประหารกิเลสกล้าหมดฝ้าไฝ
พบมณีโชติช่วงแห่งดวงใจ
ใช่หลงใหลในน้ำหวานหนอท่านเอย
..พุทธทาสภิกขุ..
ในห้วงของเวลาเดินช้าๆได้อ่าน..ก้อนอิฐสองก้อนจากหนังสือธรรมะดีๆสำหรับชีวิต จึงยกมาทั้งหมดด้วยความฉุกคิดได้อีกหลายเรื่องราว อาจารย์พรหม เล่าว่า เมื่อที่ดินว่างเปล่าที่ท่านซื้อ เริ่มเป็นรูปร่างเหมือนวัด...ท่านก็กลายเป็นช่างก่อสร้างฝีมือดี...เรียกคณะทำงานว่า บริษัทพุทธก่อสร้าง ได้เต็มปาก
แต่ตอนเริ่มต้นนั้น มันช่างยากเย็นแสนเข็ญ การก่อกำแพงอิฐ ที่ดูเป็นเรื่องง่ายๆ แค่โปะปูนลงไปแล้วก็วางก้อนอิฐ แตะด้านนี้ที ด้านนั้นที ให้เข้าที่
แต่ความจริง...ตอนเริ่มก่ออิฐใหม่ๆ แตะกดมุมหนึ่งเพื่อให้ได้ระดับ อีกมุมหนึ่งกลับยกขึ้น พอกดด้านที่ยกให้ลงมา อิฐก็เริ่มแตกแถวแตกแนว
"พอดันมันให้กลับเข้าที่ มุมแรกก็เริ่มสูงเกินไปอีก"
อาจารย์พรหม ศิษย์หลวงพ่อชา ผ่านวิชาพระป่าจาก วัดหนองป่าพงมาแล้ว ไม่สนใจว่าจะใช้เวลายาวนานเท่าใด เพื่อให้มั่นใจว่า อิฐทุกก้อน ถูกวางไว้อย่างสมบูรณ์แบบที่สุด
ในที่สุด กำแพงอิฐแผงแรก ก็สำเร็จลงด้วยดี
ก้าวถอยหลังออกมาชื่นชมผลงาน...ก็สังเกตเห็น อิฐสองก้อน ทำมุมเอียงกับแนวอิฐก้อนอื่น
มันทำให้กำแพงทั้งแผงดูไม่ดีเลย
ถึงเวลานั้น ปูนก่ออิฐก็แข็งเกินกว่าที่จะดึงอิฐสองก้อนนั้น มาเรียงใหม่ อาจารย์พรหม อับอายที่ทำกำแพงน่าเกลียด จึงขออนุญาตเจ้าอาวาส ทุบกำแพงทิ้งแล้วก่อใหม่ แต่เจ้าอาวาสไม่อนุญาต
นับแต่วันนั้น เมื่อมีแขกมาเยี่ยมชมวัด...อาจารย์พรหมก็มักพาแขกเลี่ยงกำแพงแถบนั้น ผลักความสนใจให้ไปอยู่ที่อื่น
สามเดือนต่อมา แขกคนหนึ่ง เห็นกำแพงนั้น ออกปากว่า "กำแพงนี่สวยดี"
"สายตาคุณเสื่อมหรือเปล่า ไม่เห็นหรือว่ามีก้อนอิฐสองก้อนวางไว้ไม่ดี"
"ใช่...ผมเห็นอิฐสองก้อนนั้น" แขกชมวัดตอบ "แต่ผมก็เห็นด้วยว่า มีอิฐอีก 998 ก้อน ก่อไว้เป็นระเบียบสวยงามมาก"
"อาตมาถึงกับอึ้ง" อาจารย์พรหมบอกว่า เป็นครั้งแรกในรอบสามเดือน ที่ท่านเริ่มมองเห็นอิฐก้อนอื่นๆ ไม่ว่าจะด้านบน ด้านล่าง ด้านซ้าย ด้านขวา ที่ก่อไว้ดีไม่มีที่ติ
นับแต่วันนั้น กำแพงนั้น ก็ไม่น่าเกลียดอีกต่อไป
เปรียบกับชีวิตคน ..มีคนมากมายตัดสัมพันธ์กัน เพียงเพราะเพ่งมองแต่อิฐไม่ดีสองก้อนของคนอื่น บางคนท้อแท้สิ้นหวัง คิดฆ่าตัวตาย เพราะอิฐไม่ดีสองก้อนในตัวเอง
เป็นเรื่องน่าเศร้า...หลายครั้ง คนเราทำลายกำแพงดีๆไปอย่างน่าเสียดาย
อาจารย์พรหม สรุปคำสอนไว้ว่า.. เพียงเลิกจดจ้องข้อผิดพลาดของคนอื่น และฝึกมองให้เป็นเอกลักษณ์พิเศษเฉพาะตัว ก็เพิ่มคุณค่าให้กับชีวิตได้อย่างไม่น่าเชื่อ...
ฉุกคิดอีกคราวเมื่อพบเห็นช่อดอกไม้แสนสวยที่ทำให้มีความสุข เพราะยามได้สัมผัสรูป สี กลิ่น สันฐาน อันงดงาม ก็ทำให้ใจเคลิบเคลิ้ม แต่ไม่ช้าไม่นานกาลเวลาจะกลืนกลบ ลบความหมดจดสดใสให้โรยรา.. มีดอกไม้ใดในโลกที่จะคงความงามได้ดังใจปรารถนาตลอดกาล...
วันว่างที่ผ่านมาทำให้ฉุกคิดได้หลากหลาย โดยเฉพาะ คำเชิญชวนของพี่เปลี่ยน ทำให้ได้พบพานตะกอนแห่งความสุขที่นอนก้นอยู่อย่างสงบในใจจาก กัลยาณมิตรมากมาย ที่ผ่านผันเข้ามาให้ได้ใกล้ชิด ได้เรียนรู้ว่าความสุขอยู่ใกล้แค่นี้เอง
มองไกล..จึงเห็นกว้าง
ตื่น รู้..ในปีใหม่
ซานติก้าผับ - ไม่เป็นไร วัวหายไม่ต้องล้อมคอก
- มีปัญหาเห็นๆ อยู่ไม่แก้ เพราะ "ไม่เป็นไร" หรอก "ช่างมัน" "ไว้ก่อน" นึกถึงเรื่องที่คนข้ามสะพานไม้แล้วเหยียบตะปู เจ็บแต่ก็ไม่คิดจะทำอะไรกับตะปูนั้น มีคนบอกว่าคนไทยไม่มีจิตวิญญาณสาธารณะ จะสนใจแต่คนรอบตัวกลุ่มเล็กๆ เท่านั้น ถ้าตะปูนั้นอยู่หน้าบ้านคงถูกจัดการแน่นอน
- ปัญหาเล็กๆ ในข้อแรกนั้น เมื่อไม่แก้ก็จะนำไปสู่ปัญหาใหญ่ เป็นวิธีคิดที่ตรงข้ามกับ safety first และกฎของเมอร์ฟี่ อย่างสิ้นเชิง ฉะนั้น ถึงแม้เราจะรู้ว่าจะสร้างสถานบันเทิง ต้องมีระเบียบความปลอดภัยอย่างไรบ้าง แต่ก็ "ไม่เป็นไร" คงไม่โดนหรอก
- เมื่อปัญหาเกิดเป็นปัญหาจริงๆ ก็ยังจะไม่แก้อีก ผมว่า "วัวหายล้อมคอก" เป็นวิธีคิดที่ดี เพราะเราคงคิดวิธีที่วัวจะหายได้ไม่หมดตั้งแต่แรก แต่เมื่อพบวิธีหนึ่งแล้วก็ล้อมเสีย ผ่านไปเรื่อยๆ วัวก็จะหายน้อยลง แต่ปัญหาของคนไทยคือ วัวหายแล้ว ก็ "ไม่เป็นไร" หรอก คงจะไม่เกิดอีกหรอก แทนที่จะรีบแก้ทันที ปัญหาอย่างซานติก้าเคยเกิดมาแล้ว แต่ราชการก็ไม่เคยเข้มงวดในเรื่องการป้องกันไฟไหม้ในสถานบันเทิงเลย เห็นสนใจอายุคนเข้าผับมากกว่า ผมว่างานนี้คนที่ต้องรับผิดชอบนอกจากเจ้าของแล้วก็คือ กทม. ด้วย
ปีใหม่ที่เงียบเหงาของฉัน
Amazing I-San Fair 2009
มาฝากข่าวถึงญาติมิตรที่บางกอกครับ ออตและช่างทอสองคนได้รับเชิญให้ไปร่วมงาน Amazing I-San Fair 2009 ที่จัดโดย การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย
ซึ่งานนนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวภาคตะวันออกเฉียงเหนือ รวมทั้งขานรับนโยบายการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยในการประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยว ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และประชาสัมพันธ์แหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ให้เป็นที่รู้จักแพร่หลายมากขึ้น
กิจกรรมภายในงาน
- การแสดงทางศิลปะวัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
- โซนข้อมูลเพื่อการท่องเที่ยวทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
- กิจกรรมสันทนาการบนเวทีกิจกรรม
ในส่วนของออตและช่างทอผ้าได้เข้าร่วมกิจกรรมดังนี้
-การแสดงผ้าทอร่วมสมัยจำนวน 40 ผืน
-การสาธิตการทอผ้าไหมมัดหมี่แบบ ผ้าปูม
-การออกแบบลายผ้าด้วยตนเองอย่างง่ายที่สามารถทอด้วยเทคนิคไหมมัดหมี่
รายละเอียดอื่น ๆ
Date: 15 - 18 January, 2009
Owner: Tourism Authority of Thailand
10 a.m. - 8 p.m.
Plenary Hall 1-3, Hall C2, Meeting Room
ชีวิตครอบครัวที่หายไป
ไม่ผิดครับ....เพราะไม่ได้อธิบายอะไรมากไปกว่าการกล่าวถึงประโยคนั้นเฉยๆ
แต่ผู้บันทึกต้องการมองอีกมุมหนึ่งคือ.. เป็นคำกล่าวที่สะท้อนถึง 3 รุ่นอายุ (Generation) คือรุ่นเด็กเล็ก(ลูก) รุ่นพ่อแม่(วัยแรงงาน)และรุ่นปู่ย่าตายายที่เป็นคนเฒ่า(วัยชรา วัยพักผ่อนและเผชิญโรคภัยไข้เจ็บ)
สภาพเช่นนี้คือสังคมไทยในสมัยก่อนแผนพัฒนาชาติ ที่สังคมยังเป็นครอบครัวใหญ่ อยู่ด้วยกันทั้งสามรุ่นหรือมากกว่าสามรุ่นด้วยซ้ำไปหากครอบครัวนั้นอายุยืนมากกว่า 80 ปีขึ้นไป ก็อาจจะมีรุ่นแหลน โหลน หลอน ด้วยซ้ำไป มันเป็นสังคมที่มีความอบอุ่นและมีความเป็นสังคมครอบครัวที่หนาแน่น สะท้อนด้วยเสียงร้องให้ของเด็กเล็กซึ่งเป็นเรื่องธรรมดา สะท้อนด้วยเสียงไอของคนเฒ่า ก็เป็นเรื่องธรรมดาอีกเช่นกัน
ครอบครัวแบบนี้มีข้อดีมากมาย
- อบอุ่น ดูจะเป็นประเด็นใหญ่เพราะมีเครือญาติมากมายอยู่อย่างใกล้ชิด มีกินด้วยกัน เล่นด้วยกัน ทำงานด้วยกัน ทุกข์ยากอย่างไรก็ช่วยเหลือกันเต็มที่
- มีการถ่ายทอดทุนทางสังคมต่างๆอย่างเป็นธรรมชาติ ที่อาจจะเรียกว่า Informal learning ไม่ต้องเข้าห้องเรียน ไม่ต้องแบ่งกลุ่มย่อยแลกเปลี่ยน ไม่ต้องมีใครมานำเสนอ ฯลฯ แต่ทำเลย ทำนา ทำไร่ จักตอก สานตะกร้า ไปวัด ไหว้พระ ผู้ใหญ่ให้เด็กทำแล้วก็สอนไปด้วย
- จุดเด่นที่สุดดูจะเป็นการถ่ายทอดทางวัฒนธรรมแห่งการอยู่ร่วมกัน ผมจำได้ว่า ที่บ้านพ่อจะทำยอดักปลาในช่วงน้ำหลาก เมื่อเราได้ปลาจำนวนมากเกินที่จะกินในครอบครัว แม่ก็จะเอาตะกร้าไปแบ่งปลามาแล้วให้ผมเอาไปให้ ป้าคนนั้น ตาคนนี้ ไม่ต้องซื้อหากัน อยากกินผักพื้นบ้านอะไรก็เดินไปริมรั้วบ้านคนนั้นแล้วตะโกนขอผักหน่อย เท่านั้นก็ได้กิน
- เด็กๆรุ่นเดียวกันก็จับกลุ่ม เล่นขายของ เล่นโป้งแปะ เล่นสารพัดจะสรรค์หาการเล่นมา แต่หากเล่นเลยเถิดไปจนทำให้เกิดความเสียหายแก่ข้าวของบ้านใคร พ่อแม่อนุญาตให้ผู้ใหญ่คนไหนก็ได้ในหมู่บ้านมีสิทธิ์ที่จะเอาเด็กคนนั้นมาดุด่าว่ากล่าว จนกระทั่งตีก้นได้เลย เป็นที่เข้าใจกัน
- วันพระทุกบ้านจะแต่งตัวสวยงามไปวัดกัน ที่วัดจะรวมคนทุกรุ่นตั้งแต่เด็กเล็กที่เดินได้ก็พ่อแม่จะจูงมือไป คนเฒ่าแก่ก็ไปแต่เช้านั่งคุยกับพระเจ้าอาวาส กินน้ำชา คุยกันสารพัดเรื่อง เป็นการ update ข้อมูลหมู่บ้าน สังคม ประเทศชาติ ฯลฯ
- ฯลฯ
ครอบครัวแบบนี้ สังคมแบบนี้มีในอดีต ที่ทุกท่านคนเห็นภาพนี้มาแล้ว แต่นับวันจะหดหายไปสิ้น ยิ่งสังคมเมือง ที่เอาคนเฒ่าไปไว้ที่บ้านคนชรา พ่อแม่เฝ้าบ้าน ลูกแยกครอบครัวออกไป กลายเป็นครอบครัวเดี่ยว....
ครอบครัวผมก็เช่นกัน เป็นสังคมเมือง ตอนลูกเล็ก แม่(ยาย)มาอยู่ด้วยเพราะอาสาจะมาเลี้ยงหลาน คนสุดท้าย (ที่เลี้ยงมาแล้ว 14 คน อิอิ) คนข้างกายเป็นข้าราชการ ก็ไปเช้ากลับเย็น ส่วนผมช่วงนั้นโชคดีที่ได้งานทำในเขตอำเภอเมือง ก็ไปเช้ากับเย็นได้ แม้ว่าบางครั้งต้องออกชนบทก็ไม่บ่อยนัก ชีวิตครอบครัวก็เป็นครอบครัวที่อบอุ่น ได้กินข้าวด้วยกันเกือบทุกวัน ฯ
เมื่อลูกโตขึ้น ส่งเขาไปเรียนไฮสคูลที่ NZ โดยไม่ได้วางแผนมาก่อน และผมเองก็ต้องย้ายที่ทำงานไปต่างจังหวัด กลับบ้านทุกวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ ครอบครัวก็ไม่เป็นครอบครัว คุณแม่ก็เริ่มก้าวเข้าสู่ชราภาพ ความเจ็บไข้ได้ป่วยก็เข้ามาเยือน คนข้างกายแม้จะเป็นข้าราชการแต่ตำแหน่งหน้าที่การงานต้องเป็นนักวิจัย มีโครงการวิจัยมากมายล้นมือ ต้องเดินทางบ่อยไปทั่วประเทศทุกภูมิภาคทั้งในเมืองในชนบท ต่างประเทศก็ไปบ่อย ครอบครัวจึงเกือบไม่มีสภาพครอบครัว คุณแม่ต้องอยู่กับผู้ช่วยแม่บ้านที่นิสัยดีเหลือเกิน จนเราต้องจุนเจือครอบครัวเขาไปด้วยในหลายสถานะ
เมื่อลูกสาวเรียนจบไฮสคูลก็มาเข้าเรียน ABAC ที่กรุงเทพฯ ก็ไม่ได้อยู่ด้วยกันอีกแต่ยังดีที่อยู่ในเมืองไทย คนข้างกายก็ยังตระเวนทั่วประเทศเช่นเดิม ผมเองก็ตระเวนต่างจังหวัดตามเงื่อนไขของอาชีพ
แล้วคุณแม่ก็จากไป ลูกยังเรียน ผมยังอยู่ต่างจังหวัด บ้านจึงมีแต่คนข้างกายอยู่กับเด็กที่เราเอามาอยู่ด้วยเพื่อเป็นเพื่อนและส่งเสียเขาเรียนหนังสือตามกำลังเล็กน้อยที่พอจะมี
มาวันนี้ลูกสาวเรียนจบแล้วและกลับมาบ้าน ที่ไม่มีคุณแม่แล้ว การเป็นครอบครัวกลับมาอีกครั้งแต่ก็ไม่เต็มที่ แต่ก็เป็นบรรยากาศที่เรามีความสุข ที่พ่อแม่ลูกอยู่ด้วยกันมากขึ้น รอวันว่าเส้นชีวิตจะผกผันไปอย่างไรอีก แต่พยายามที่จะให้เป็นครอบครัวมากที่สุด....
สภาพสังคมเปลี่ยนไปนานแล้วและครอบครัวก็แตกแยกกันนานแล้วด้วยสาเหตดังกล่าว... ไม่เฉพาะครอบครัวผมหรอก ใครๆก็เป็นเช่นนี้... หากพ่อแม่ไม่เป็นหลักดีดีแล้วความเป็นครอบครัวคงรักษาไว้ให้มีความสุขได้ยาก
ไม่มีเสียงเด็กร้องไห้ ไม่มีเสียงไอคนแก่ อีกต่อไปแล้ว
ไม่มีการถ่ายทอดทุนทางสังคมแบบเดิมๆอีกต่อไป
สภาพครอบครัว สังคม เปลี่ยนอย่างสิ้นเชิง
เราจะประคับประคองสังคมของเราที่มีสิ่งดีดีให้สืบต่อได้อย่างไรหนอ...
เสน่ห์ใน มอ.
เสน่ห์อยู่ที่มุมมอง...หามุมมองไม่เจอฤาจะเห็นเสน่ห์
ขอให้ทุกท่านมีความสุขในการได้อยู่ร่วมและได้สร้างสรรค์สิ่งดีงามตลอดไปครับ ด้วยมิตรภาพ เม้งโรงเรียนลานปัญญา
นักเรียนมีเยอะมาก นับไปตั้งแต่เด็กหญิงจิ เด็กชายโก๊ะ หนูจอมกวนเมืองพะเยาอยู่ชั้นล่าง ชั้นบนมีหลายห้อง แยกตามช่วงชั้นวิชา นักเรียนแต่ละคนหน้าตาบ๊องแบ๋ว เช่น หนูอึ่งอ๊อบ หนูตาหวาน หนูแป๊ด หนูลูกหว้า หนูแป๋ว หนูหนิง หนูสุ หนูนิด หนูเบิร์ด หนูครูปู หนูมิ้ม ดช.ครูบา ดช.อาเหลียง ดช.ตาหยู เด็กชายสายลม เด็กชายออต เด็กชายกอล์ฟ ฯลฯ แต่ละคนฤทธิ์เดชมาก ครูใหญ่ปวดหัว 3 เวลาหลังอาหาร โดยเฉพาะพฤติกรรมสอนไม่จำ ...ชอบจำแต่เรื่องไม่สอน บางทีก็หนีไปเข้าม๊อบ..เด็กหญิงตาหวานนั่น แอบห่อโรตีมาแจกในห้อง เด็กชายเหลียงก็ไม่เบา..อย่าเผลอนะ จิ๊กเอาสมุดการบ้านเพื่อน ๆ ไปประจำ...หนูแป๋วชอบร้องเพลง โหลดเพลงไปฟังเสมอ ๆ
ป้าจุ๋ม ลุงเอก พี่ศศินันท์ละ อ๋อ 3 ท่านนี่เป็นผู้ปกครองไงละ นอกจากมารับมาส่งลูก ๆ แล้ว ยังขยันเข้าร่วมกิจกรรมโรงเรียน ช่วยงานโรงเรียนดีมาก อ้าวลืมสิงห์ป่าสักรึเปล่า...ครูเกษตรตัวกลั่นเลยนะนั่น โรงเรียนเรามีครูเกษตร 2 คน ครูโสธรไง แล้วครูสอนวิทยาศาสตร์ละ ..อ้าวจำไม่ได้รึ ครูเม้ง ที่แกขี่มอร์เตอรไซด์มาสอนไง ครูคนนี้เข้าไวออกไว เพราะเห่อรถใหม่ แต่ก็ใจดีพานักเรียนไปฝึกงานตามสวนต่าง ๆ เด็ก ๆ สนุกมาก โรงเรียนนี้เก็บแป๊ะเจี๊ยะแพงไหม? ไม่แพงหรอก .. กอด 2 ที ก็เข้าเรียนได้แล้ว อย่าติดสินบนกอดเกิน2 ที ไม่รับทอนก็แล้วกัน อิ อิ..เฮฮาศาสตร์
การแลกเปลี่ยนเรียนรู้หมู่บ้านปางจำปีตอนที่ 3
คณะกรรมการหมู่บ้านได้อนุมัติเงินจากกองทุน SML มา 200,000 บาทในการสร้างอุทยานการเรียนรู้บ้านปางจำปีขึ้น ชื่อ "บ้านวังปลา"
ซึ่งก่อสร้างโดยใช้ไม้ไผ่เป็นความร่วมมือกันของชาวบ้าน โดยชาวบ้านจะนำไม้ไผ่มาหลังคาเรือนละ 10 เล่ม ใช้เวลาสร้างรวม 4 เดือน มี
