ลานปัญญา

Syndicate content
เครือข่ายลานปัญญาไทย
ถูกปรับปรุง 38 min 21 sec ก่อน

ความเหมือนที่แตกต่าง

อาทิตย์, 01/04/2009 - 17:45
ความเหมือนที่แตกต่าง ฟังดูเหมือนจะ ธรรมด้า ธรรมดา แต่ที่ไม่ธรรมดาคือความแตกต่าง เอาแล้วซิชักจะงงใช่ไหมล่า เอาเป็นว่าจะเล่าให้ฟัง มนุษย์มีแกนสมองตั้งฉากกับศูนย์กลางของโลก แต่แกนของสายตาขนานกับศูนย์กลางโลก จึงมีความคิดสลับซับซ้อนเฉลียวฉลาด มุมมองที่แตกต่างไปจากสัตว์ชนิดอื่น ๆ  จึงเป็นสัตว์ประเสริฐ เพราะฉลาดกว่าสัตว์โลกชนิดอื่นๆ ดังนั้นมนุษย์จึงกลัวสัตว์ที่ยืนบนสองขาได้ เพราะแกนสมองตั้งฉากกับแกนโลก ยิ่งถ้ายืนได้นานยิ่งน่ากลัวมาก  แต่ถ้าเป็นสัตว์เลี้ยงสามารถฝึกฝนได้ระดับหนึ่ง เท่าที่สังเกตุหมาแมวที่บ้าน มีการเลียนแบบกัน น้องเหมียวชอบเลียเหมือนพี่ปลาทอง ส่วนปลาทองชอบเอาตัวมาถูคลอเคลียที่ขา เหมือนแมว และเอาอย่างน้องเหมียวมานั่งตักด้วย นับตั้งแต่ปลาทองไม่สบาย ปลาทองจะไม่ได้กินเนื้อสัตว์อื่นๆ นอกจากปลา เพราะจำเป็นต้องกินอาหารชีวจิต กินจุมาก กินเท่าไรไม่พอ จนอ้วนขึ้นหมอไม่อยากให้อ้วน จำเป็นต้องลดปริมาณอาหารลงในแต่มื้อ เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ปลาทองแอบไปกินอาหารแมวตลอดในช่วงนี้ เจ้าเหมียวเองก็เต็มใจให้พี่ปลาทองกินเสียด้วย แถมยังมาร้องขออาหารกินบ่อยขึ้น แต่จะกินนิดเดียวแล้วให้พี่ปลาทองกินต่อ ถ้าเห็นปลาทองกินอาหารแมวจะถูกดุและถูตีก้นเพาระทำผิด พักหลังๆใช้วิธีเลยเก็บซ่อนจานอาหารแมว  ปลาทองเองก็หาจานอาหารแมวให้วุ่น จนวันนี้น้องเหมียวทนเห็นปลาทองหาจานอาหารของตัวเองไม่เจอ เลยไปจับหนูมาให้พี่ปลาทองกิน เป็นเวลาที่จะให้ปลาทองเข้าบ้าน เผอิญเห็นปลาทองกำลังกินอะไรอยู่มีหางห้อยต่องแต่ง พอห้ามไม่ให้กิน ปลาทองรีบคาบหนีไป ชุลมุนอยู่พักใหญ่จึงรู้ว่าเป็นหนูตัวเล็ก ๆ จำเป็นต้องจับตัวปลาทองอุ้มไปขังในบ้าน แล้วมาจัดการมาคีบหนูซึ่งเละไปทั้งตัวไปทิ้งในถังขยะนอกบ้าน ส่วนน้องเหมียวก็นั่งดูเฉยอยู่ใกล้ ๆ เจ้าเหมียวคิดได้อย่างไร จึงจับหนูให้พี่ปลาทองกิน ทั้งๆที่ปลาทองไม่เคยมีพฤติกรรมแบบนี้มาก่อน เมื่อก่อนปลาทองแค่ดูและเห่าเชียรอยู่ห่าง ๆ ส่วนน้องเหมียวจับหนูมาได้ก็เล่นไล่ตะคลุบจนหนูตายแล้วกิน ซึ่งปลาทองไม่เคยสนใจเลย ไม่ว่าเจ้าเหมียวจับนกกิน จับจิ้งจก กิ้งก่ากิน ได้แต่ดูและเห่าอย่างเดียว แล้วทำไมวันนี้จึงอยากลองกินหนู เจ้าเหมียวสอนปลาทองได้อย่างไร  ไม่น่าเชื่อว่าหมาแมวคู่นี้เขาสื่อและถ่ายทอดพฤติกรรมได้โดยวิธีไหน ต่อไปนี้เห็นทีต้องระวังมากขึ้น ไม่อยากให้มีเหตุการแบบนี้เกิดขึ้นอีกความเหมือนที่แตกต่าง

02-01-2552 โครงการคืนครูให้นักเรียน

อาทิตย์, 01/04/2009 - 17:45

02-01-2552 โครงการคืนครูให้นักเรียน
นายกรัฐมนตรีมีแนวคิด จะนำบุคคลที่ได้รับอบรมเป็นเวลา 45 วัน จ้างให้ทำงานธุรการการศึกษาในชนบทเป็นเวลา 6 เดือน ถือเป็นการคืนครูให้นักเรียน เพราะที่ผ่านมาครูต้องมาทำงานด้านธุรการ ทำให้ไม่มีเวลาสอนเด็กนักเรียนอย่างเต็มที่ โดยคาดว่าจะใช้งบประมาณ 2 หมื่นล้านบาท
กระตุ้นธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อให้เกิดการจ้างงาน
กองทุนหมู่บ้าน กองทุนเศรษฐกิจพอเพียง
กองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา

และจัดระบบหางานให้กับนักเรียนที่กู้ยืมเงิน ทำให้ไม่เป็นหนี้สูญ ซึ่งหลาย ๆ มาตรการที่กำหนดจะฟื้นเศรษฐกิจได้ภายใน 3 เดือน
ค่อยยังชั่วหน่อย โครงการดีๆ เอาใจช่วยๆ

บ้านนอกศึกษา

อาทิตย์, 01/04/2009 - 17:45
การบ้านในช่วงนี้จะต้องทำเก็บสะสมไปเรื่อย ๆ  คือเรื่องชนบทศึกษาที่เกี่ยวกับภูมิปัญญาไทย ดำเนินความเป็นไทที่ผ่านมา มีเหตุและปัจจัยอะไร และอย่างไร ในกลุ่มของนักศึกษาโข่งที่ทำการบ้านเรื่องนี้ ได้ลงพื้นที่ไปทุกภูมิภาคแล้ว นำเสนอแบบผิวเผินไปบ้างแล้ว ตามประชามติแบบมัดมือชก "เห็นชอบมอบครูบา" เรื่องดำเนินมาแบบเอ้อระเหย จนกระทั่งท่านพี่สืบเอะอะโวยวายเรื่องการจัดเวทีสรุปรวบยอดขมวดปม .. ท่านพี่เล่าตาตื่นให้ฟังว่า..ครูบา ตอนที่นั่งเรือมาจากจีน ผมได้ยินกลุ่มอื่น ๆ เขาหารือกันจัดเวทีสัมมนาที่โน่นที่นี่ แล้วเรื่องอีสานของเรานี่ละจะทำยังไง ไหนมีใครบ้าง เรียกมาหารือกัน ผมแย้งว่าหารือไม่พอหรอกท่านพี่  มันต้องหาเรื่อง ด้วยอิทธิฤทธิ์ของพี่สืบ ทำให้นักศึกษาโข่งสนใจมาร่วมเวทีที่อีสานมาก เพราะช่วงนำเสนอผมยั่วให้อยากมาอีสาน ด้วยบอกว่ามีข้าวอร่อยที่สุดในโลก มีผัก มีปลา ให้เลือกทำอาหารเต็มที่  ปรากฎว่าท่านพี่ยกมือชูกะแร้กันให้ควัก คนโน้นก็จะมาคนนี้ก็จะมา  จะเอารถตู้ 3-4-5 คันมา เรื่องยานพาหนะล่วงรู้ไปถึงท่านพี่ธวัชชัย  รองแม่ทัพภาคที่ 2 เดินฉับๆมาบอกผมว่า..ครูบาผมบอกน้องๆที่โคราชแล้ว ให้เอารถบัสมารับพวกเราไปอีสาน  ทั้งหมดนี้เป็นสถานการก่อหวอดที่นำมาเล่าให้ฟัง คราวนี้มาถึงฝ่ายแซ่เฮ  พวกเราก็จะมาสวนป่าอีก ผมนะแปลกใจมาก ทำไมไม่ยอมเข็ดขยาด ในเมื่อจะมาก็จะเล่าสภาพทั่วไปปูพื้นให้ทราบ  เรื่องที่พักนักเรียนโข่งจะให้พักโรงแรมในเมือง ส่วนแซ่เฮพักในสวนป่าเช่นเคย ช่วงนั้นผักปลาอุดมสมบูรณ์  พริกหนุ่มที่น้าอึ่งอ๊อบให้เมล็ดมาปลูก ตอนนี้ออกผลดกจนกิ่งโก่ง กล้วยที่ 3 สาวมาปลูกคราวก่อนออกเครือแล้ว บ้างต้นบรรจุลงกระเพาะไปบ้างแล้ว มะละกอมีเยอะ ดอกมะรุมให้เก็บใส่ไข่เจียวก็เยอะ ผักอื่น ๆ พรุ่งนี้จะขึ้นรูปให้ชม ผมถ่ายไม่เก่งหรอกนะ จะให้คนได้รับรางวัลมาถ่ายภาพให้ ก็แอ็คเหลือเกิน เนื้อหาสารเสวนาจะเป็นการถกเรื่องอีสาน จะเชิญฝ่ายเรามาบอกเล่าเรื่องต่าง ๆ ตามประสบการณ์ตรง อาจจะเชิญฝ่ายนักศึกษาโข่งสลับบ้าง แต่การซักถามดุเดือดแน่ นักศึกษาพวกนี้ปากไวยกมือเร็ว อย่าให้ยึดไมโครโฟนเป็นอันขาด ผมอ่านที่ท่านบางทรายเขียนในบล็อกดงหลวง ก็เห็นว่า..จุดประกายได้ดี จึงขออนุญาตยกมาให้เห็นพอสังเขป สิ่งที่ผมประทับใจมากที่สุดเท่าที่ท่านครูบาพยายามถ่ายทอดให้เราทราบก็คือ….“ท่านรับสั่งถามพ่อว่า อีสานนี่จะพัฒนายังไงดี ” ……. คำรับสั่งถามคำนี้แสดงถึงความห่วงใยของพระองค์ท่านต่อแผ่นดินนี้ ในฐานะที่พระองค์ท่านเสด็จมาอีสานก็ตั้งคำถามถึงอีสาน.. ผมมานั่งนึกในใจว่าหากพระองค์ท่านมาถามผม แบบทันทีทันใด ผมก็คงตื่นเต้นที่จะตอบคำถามที่ใหญ่โตเช่นนี้ แต่เรื่องนี้คล้าย ๆ กันกับที่ผมตั้งคำถามตัวเองเมื่อหลายสิบปีก่อน ที่ย้ายฐานการทำงานจากภาคเหนือมาอีสานว่า  หากมาอีสานจะมาพัฒนาอะไร…. มันแล้วแต่มุมมองของผู้คนที่มีประสบการณ์ที่แตกต่างกัน นักการศึกษาก็เริ่มที่ ต้องแก้การศึกษา แพทย์ก็กล่าวว่าเรื่องสุขภาพชุมชน นักเกษตรก็ว่าต้องพัฒนาการเกษตร นักป่าไม้ก็ว่าต้องฟื้นฟูป่า ตำรวจก็ว่าต้องจัดการเรื่องคนผิด ฯ แต่ทั้งหมดนั้นมันพัวพันอีรุงตุงนัง แกะกันไม่ออก เกี่ยวเนื่องมากบ้างน้อยบ้าง ยิ่งนานวันความเกี่ยวเนื่องกันก็มีมากขึ้นตามลำดับ นักบริหารก็อาจจะกล่าวว่า เอาปัญหาทั้งหมดมาจัดลำดับความสำคัญซิ…. คนที่ผ่านการ train มาบางด้านก็บอกว่าต้องเริ่มที่ area base อีสานเหนือกับอีสานใต้ ก็ไม่เหมือนกัน อีสานลุ่มน้ำกับอีสานเชิงเขาก็ไม่เหมือนกัน หรือจะกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ ระบบนิเวศวัฒนธรรมเกษตรแต่ละแห่งก็ไม่เหมือนกัน ราชการก็เอาระบบฐานข้อมูลกลางมาเป็นตัวตั้ง คือ กชช 2 ค. หรือ จปฐ. หรือ ฯลฯ ก็มีคำถามว่า เชื่อมั่นฐานข้อมูลนั้นแค่ไหน บ้างก็ว่าเริ่มอะไรก็ถูกทั้งนั้น แต่เราก็เริ่มการพัฒนามามากกว่า 50 ปีแล้ว จนเพื่อนบ้านใกล้เคียงวิ่งรุดหน้าไปไกลแล้ว ต่างก็บอกว่าเป็นเพราะเราไม่บูรณาการกัน ครั้งหนึ่งเราบอกเกษตรกรว่าต้องเพิ่มผลผลิตข้าวโดยการใช้ข้าวสายพันธุ์ใหม่ ต้องเปลี่ยนวิธีการทำนาเป็นการดำ ต้องใส่ปุ๋ย เมื่อเกิดโรคข้าวก็ใช้สารเคมี เฟื่องฟูมาจนเราส่งออกข้าวเป็นอันดับหนึ่ง แต่มาวันนี้บอกให้ลดละเลิกสารเคมี เพราะเป็นอันตรายต่อสุขภาพองค์รวม เราเปิดประเทศและเน้นการส่งออกผลิตภัณฑ์การเกษตรและอื่นๆ จนภาคการเกษตรเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ แรงงานภาคเกษตรไหลเข้ามาสู่ภาคอุตสาหกรรม จนภาคเกษตรต้องไปจ้างแรงงานต่างชาติเข้ามาทำแล้ว แล้ววันหนึ่งพระองค์ท่านผู้เป็นที่สุดของแผ่นดินทรงตรัสว่า เราต้องพอเพียง สภาพัฒน์ฯ ก็บรรจุหลักการนี้เข้าไปในแผนฯ ชาติ แต่ประเทศกำลังผ่านวิกฤติพลังงาน ราชการส่วนหนึ่ง เอกชนอีกจำนวนมากก็เห่อปลูกพืชพลังงานกัน  บางหน่วยงานกลับไม่ได้เน้นเรื่องพอเพียง ตรงข้ามกลับเน้นพืชพลังงานกันใหญ่โต มิใส่ใจหลักการพอเพียงอย่างจริงจัง… พรรคการเมืองก็หวังดี เอาเงินไปทุ่มที่หมู่บ้านท่ามกลางกระแสบริโภคนิยมที่ไหลบ่า ไปสู่ชนบทอย่างมิมีสิ่งใดฉุดรั้งหรือชะลอได้ มิใยจะมีมาตรการที่เหมาะสมในการใช้เงินก้อนนั้น ไม่ถึงสิบปีที่ Mobile phone เข้ามาเมืองไทย เครื่องมือชนิดนี้ก็ติดกายเด็กเลี้ยงควายกลางทุ่งนาเสียแล้ว ฝ่ายปกครองก็บอกว่าชุมชนต้องเข้มแข็ง ตั้งโครงสร้างต่าง ๆ ขึ้นมาใหม่โดยไม่สนใจใยดีระบบชุมชนดั้งเดิมที่ function มาตลอดนับร้อย ๆ ปี ยิ่งทบทวนไปก็ยิ่งพบเห็นภาพเหล่านี้ ยิ่งแลกเปลี่ยนเรียนรู้ก็ยิ่งเห็นความผกผัน กระแสหนึ่งไหลไปแทนที่ของเดิม สิ่งใหม่และเก่ามีทั้งดีและด้อยปะปนกันไป แต่เราละทิ้งของเดิมแล้วถวิลหาแต่สิ่งใหม่ ๆ ผมมาอีสานก็บอกกับตัวเองว่าต้องรู้เรื่องดิน เรื่องน้ำ เรื่องป่า เรื่องชนเผ่า ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นฯ พูดเรื่องกว้าง หากเราเป็นคนในหมู่บ้านก็ต้องเริ่มที่หมู่บ้าน วิเคราะห์ภาพของหมู่บ้าน ภายในหมู่บ้าน หมู่บ้านต่อหมู่บ้าน หมู่บ้านกับข้างนอก หากเราเอา area base ผนวกกับ ความคิดเห็นของชาวบ้าน ผนวกกับภาพรวมที่กระทำต่อหมู่บ้าน ต่อยอดของเดิมที่มีดีดีอยู่แล้ว ฟื้นฟูของเดิมขึ้นมา ผนวกกับสิ่งใหม่ ๆ ที่สอดคล้องกับวิถีชีวิต เดินไปด้วยกัน เกาะกลุ่มด้วยกัน โดยเฉพาะการผสมผสานสิ่งใหม่กับเก่าอย่างลงตัว ค่อยเป็นค่อยไป อาศัยเวลาและการปรับตัวขยับเส้นทางเดินไปตามช่วงจังหวะเวลา…ทั้งหมดนี้ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งว่าต้องยึดหลักพอเพียงของพระองค์ท่าน… สิ่งที่กล่าวมิใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นเรื่องที่ตอกย้ำเส้นทางเดินของการพัฒนาอีสาน สรุปทัศนะของผมคือ เอาพื้นที่เป็นตัวตั้ง เอาประชาชนเป็นตัวตั้ง เอาวิชาการที่เหมาะสมเข้าไปผสามผสานอย่างลงตัว เอาภาพรวมประเทศเข้าไปผสมผสานอย่างลงตัว พัฒนาคน พัฒนาจิตสำนึกเป็นเรื่องใหญ่ ต่อยอดของเดิมที่ดี เติมสิ่งใหม่ที่เหมาะสม เน้นความพอเพียงเป็นฐานก่อน อิงโครงสร้างเก่าผสมผสานหลักการใหม่อย่างเหมาะสม ผสมผสาน บูรณาการจากจุดเล็กๆ แล้วขยายสู่ใหญ่ พัฒนาทุนเดิมหมู่บ้านชุมชน ท้องถิ่นดัดแปลงให้อยู่ในสภาพแวดล้อมใหม่ ผนวก เด็ก เยาวชน สตรี พระ ผู้เฒ่า ฯลฯ ให้มีส่วนร่วมในกิจกรรมต่าง ๆ ขับเคลื่อนภาพรวมอย่างต่อเนื่อง ปรับปรุง เปลี่ยนแปลงตามสภาวะเงื่อนไข

ปลา และ อีกา 2

อาทิตย์, 01/04/2009 - 17:45
Normal 0 false false false MicrosoftInternetExplorer4 /* Style Definitions */ table.MsoNormalTable {mso-style-name:ตารางปกติ; mso-tstyle-rowband-size:0; mso-tstyle-colband-size:0; mso-style-noshow:yes; mso-style-parent:""; mso-padding-alt:0cm 5.4pt 0cm 5.4pt; mso-para-margin:0cm; mso-para-margin-bottom:.0001pt; mso-pagination:widow-orphan; font-size:10.0pt; font-family:"Times New Roman"; mso-bidi-font-family:"Times New Roman"; mso-ansi-language:#0400; mso-fareast-language:#0400; mso-bidi-language:#0400;}

เวลาที่ทำความรำคาญและสร้างความโกรธแค้นเจ้าอีกามากที่สุดก็ช่วง พอเราเอาปลาเค็มไปตากแดดในกระด้ง กระจาด ตะกร้า หรือแผ่นสังกะสีบ้าง เพื่อผึ่งให้แห้ง ก่อนที่จะเก็บ อีกามักจะบินลงมาเกาะที่ลูกกรงชานบ้านนับสิบๆตัว แล้วก็บินโฉบเอาปลาของเราไปกินหน้าตาเฉยเลย.. แถมถ่ายมูลรดหลังคาบ้าน ชานบ้าน ลูกกรงชานบ้านขาวไปหมด พ่อต้องเอาฝาชีมาครอบ เอาแหเก่าๆที่ขาดมาคลุม แต่ก็ไม่วายถูกแย่งอยู่เสมอๆ

เสียงอีกาจะหายไปตอนพลบค่ำแล้วไปส่งเสียงดังที่ต้นไม้ใหญ่ที่วัด และเช้ามืดมันก็จะมาปลุกเราตื่นแต่เช้าตรู่อีก ช่วงเวลากลางวันเราต้องมากลับปลาที่พึ่งไว้นั้นให้อีกด้านถูกแดดด้วย หรือมาดูว่าปลาถูกแมลงวันมาหยอดไชขาง(ไข่)ทิ้งไว้ไหม หากพบก็จะเขี่ยออก บ่อยครั้งที่ปลาตะเพียนผ่าซีกของเราในกระด้งอยู่ไม่ครบตัว เพราะอีกาแอบมาเอาไปกินน่ะซี ตกเย็นหมดแดดหากไม่รีบเก็บปลาที่ตากไว้นั้น มดก็จะมาขึ้น เราก็ต้องคอยไล่มด เคาะให้มดออกจากตัวปลาแล้วก็เอาเก็บใส่ปีบ พรุ่งนี้ก็เอาตัวที่ยังไม่แห้งดีออกมาตากใหม่...

ผมไม่ชอบอีกาเอามากๆ คอยแอบยิงเสมอแต่ร้อยครั้งจะถูกสักครั้ง แต่ก็ไม่ตายหรอก ทุกปีผมจะได้กินปลาเค็มที่ทำด้วยปลาตะเพียน มันย่อง เลิศรส เค็มพอดี กับข้าวร้อนๆบ้าง ข้าวต้มตอนกลางวัน หรือไม่ก็แกงผักบุ้งใส่ปลาเค็ม ปลาช่อนเค็มผมชอบกินกับแกงมากกว่า วันไหนที่ผมต้องหาบข้าวอาหารมื้อเช้าไปส่งพ่อ แม่ที่เกี่ยวข้าวกลางนา จะเป็นอาหารที่อร่อยมากๆเพราะกินกันกลางทุ่งนา แต่ไม่ชอบเกี่ยวข้าวเพราะมันไม่สนุก เมื่อย ปวดหลัง และบางทีดินยังไม่แห้งเป็นโคลนต้องย่ำ เปื้อนน่อง เท้า ล้างมันก็ไม่ค่อยออกหมดมันก็จะแตก และหนาว

ผมชอบให้พ่อทำปี่จากปล้องต้นข้าว เป่าแก้มโป่งไปเลย เวลาค่ำเลิกงานนา เดินกลับบ้านจากทุ่งผมชอบดูแสงหิงห้อยนับล้านๆตัว บินอวดแสงที่ก้นมัน แต่ผมมักจะปิดตาแล้วเกาะมือแม่เดินตามคันนากลับบ้านด้วย เพราะกลัวผี.. กลัวงู...

นับตั้งแต่ปี 2509 ผมลงไปเรียนหนังสือที่ฝั่งธนบุรี เป็นช่วงที่เปลี่ยนชีวิตผมครั้งใหญ่ จากเด็กบ้านนอกมาอยู่ในเมืองหลวง เพื่อเรียนหนังสือมุ่งหวังเข้ามหาวิทยาลัย.... ช่วงนั้นจะกลับมาบ้านก็ช่วงปิดเทอมเท่านั้น ชีวิตส่วนใหญ่ก็เริ่มห่างไกลชนบท คลุกคลีกับสังคมเมือง บางเทอมก็ไม่ได้กลับบ้านเพราะทำงานรับจ้างหาเงินบ้าง

เมื่อผมเรียนจบมหาวิทยาลัยเดินทางกลับบ้าน แม่ทำปลาร้าทรงเครื่องให้กิน แกงผักบุ้งปลาเค็มตามคำร้องขอของผม ผมอร่อยในฝีมือแม่ กินจนพุงกาง แล้วถามว่าแม่เอาปลามาจากไหน แม่ตอบว่า ก็ซื้อมาซิลูก.. พ่อเขาไปตลาดก็เลยซื้อมา ซื้อมาหลายอย่าง น้ำปลาด้วย ปลานั่นเป็นปลาเลี้ยงตามบ่อต่างๆ เดี๋ยวนี้เขาขุดบ่อเลี้ยงปลากันแล้ว ไม่เหมือนแต่ก่อนแล้ว...

เสร็จอาหารมื้อเย็นผมปลีกตัวเงียบๆไปที่โคนต้นก้ามปูใหญ่ต้นเดิมที่สมัยเด็กๆชอบมานั่งเล่นนั้น ผมทวนคำว่าปลาซื้อมา... ผมนึก 10 ปีที่ผมไม่อยู่บ้าน เราต้องซื้อปลากินแล้ว มิน่าเล่าผมไม่ได้ยินเสียงอีกาเลย ผมไม่เคยเห็นอีกาอีกเลย

พรุ่งนี้ผมจะลาจากพ่อแม่กลับไปทำงานพัฒนาชนบทที่ภาคเหนือที่ได้งานหลังเรียนจบแล้ว....

ผมคิดถึงงานพัฒนาชนบทที่เป็นโจทย์ใหญ่สำหรับบัณฑิตหนุ่มอย่างผม????...

(เป็นบทความที่ผมเขียนไว้ตั้งแต่ 22 กันยายน 2527 ในสมุดบันทึกส่วนตัว 25 ปีที่แล้ว)

โอ๊ย โอ๊ย คิดถึงจังเธอ

อาทิตย์, 01/04/2009 - 17:45
ภารกิจหนึ่งที่ไม่ง่ายนัก ที่จะต้องทำให้ได้ในปีนี้ แม้จะเป็นภารกิจที่มีความบันเทิง แต่ก็ช่วยให้เราได้ผ่อนคลายจากการทำงาน และยังช่วยสร้างความบันเทิงให้คนอื่นได้ด้วย (ถ้าเขาทนได้...อิอิ)  ที่ผ่านมาหากมีความจำเป็นต้องร้องเพลง Karaoke เพลงหากิน หรือเพลงประจำตัวที่ดูเหมือนร้องแล้วล่มน้อยก็คือเพลง "ทรายกับทะเล" และ "แพ้ใจ" จนทำให้รู้สึกไม่ค่อยจะท้าทายเลย (ชอบความท้าทายค่ะ...อะดรีนาลินหลั่ง) ดังนั้นภารกิจฝึกร้องเพลงใหม่จึงเกิดขึ้น คิดอยู่นานว่าเพลงอะไรดี ลองเพลงวัยรุ่นแล้วไม่ไหว เสียงไม่ให้ แถมเนื้อเพลงเหมือนบ่นๆ ไม่มีสัมผัสนอกใน เหมือนบอกเล่า หากเสียงไม่ดี ขึ้นๆลงๆ เหมือนนักร้องได้ ก็จะกลายเป็นบ่นไป มีอยู่เพลงหนึ่งที่ชอบมาก ได้ยินครั้งแรกเมื่อผู้อ่านข่าวช่อง 3 ร้องตอนเธอแต่งงาน (น่าจะชื่อเดิม อรปรียา ตอนนี้เปลี่ยนชื่อแล้ว) ก็เลยปิ้งๆ ต่อมาขอให้ลูกศิษย์ร้องให้ฟังก็ชอบ และเมื่อวันก่อนก็ค้นพบว่าแม้เพลงนี้ต้นฉบับจะเป็นแจ้ แต่นันทิดาก็นำมาร้องด้วย จึงเป็นข้อสรุปว่าจะฝึกร้องเพลงนี้แหละ...มาฝึกร้องด้วยกันนะค่ะ เผื่อว่า เฮ 7 จะมีประกวด Karaoke บ้าง...อิอิ ใครๆ ที่กำลังมีความรัก ฟังเพลงนี้รับรองซึ้งๆ แน่ๆ ... อิอิ เนื้อเพลงที่นี่นะค่ะ

โอ๊ย โอ๊ย

 

ตั้งแต่วันที่ฉันได้คุยเคียงคู่สองคนกับเธอครั้งก่อน กลับมานอนครวญครางละเมอ

คอยพร่ำหาเธอเหมือนจะอ้อนวอน เกิดอะไรขึ้นมาล่ะเออ มันอยากรู้นัก...

เปลี่ยนฉันไปจากเดิม....โอ๊ย...

 

เจอะแต่เพียงแววตาของเธอทั้งคู่ฉายมาสะกดหรือเปล่า อาจเป็นดาวดวงใดใช้เธอมาหลอกเล่นกลเป็นไปไม่ได้

ออกจะงง คงเป็นเพราะเธอทำสับสน...โอ๊ย...

เดี๋ยวอยากรัก เดี๋ยวอยากลืม โอ๊ย โอ๊ย ทุกสิ่งเปลี่ยนไปเพราะเธอ เธอทำให้ฉันรัก...เธอก่อน

ไม่อาจถอน...หัวใจยังคอยแอบแอบมองแบบซึ้งๆ เธอทำให้ฉันหลง...ใจอ่อน

นอนกอดหมอน..ทุกคืน

 

*จะทนได้นานสักเท่าไร  หากคิดถึง... อยากจะกินกลืนเธอทั้งตัว

ไม่อยากเหลือไว้ให้ใครได้กลิ่น

อยากได้ยินเพียงเสียงของเธอ เพรียกบอกรักเพ้อ ถึงฉันผู้เดียว เกิดอารมณ์ทนไปไม่ไหว ใจมันหวิววาบ

ไม่เจอคงขาดใจ โอ๊ย โอ๊ย....

โอ๊ย โอ๊ย คิดถึงจังเธอ

เพลง version ของ นันทิดา (รู้สึกว่าคีย์จะร้องง่ายกว่า) http://video.showded.com/watch?vdoId=34204 เพลง version ของ ศรัณย่า (จะร้องยากแต่ก็เพราะ หวานๆ กว่าของนันทิดา) http://www.youtube.com/watch?v=KeY01tNVaUM  

บรรยายภาพ เฮฯหก

อาทิตย์, 01/04/2009 - 17:45
ความในใจต่อภาพที่ส่งประกวด จากการที่มีการส่งประกวดรูปภาพในงาน เฮฮาฯทุกครั้ง  และผมมีโอกาสได้เข้าร่วมในกิจกรรมเฮฯหก และมีโอกาสส่งรูปเข้าประกวดกับเขาด้วย ผลการประกวดออกมาแล้ว  ภาพหลายๆภาพได้ผ่านตาผม ผมก็ยังคิดว่ายังมีอีกหลายภาพที่น่าสนใจมากครับ ผมจะเล่าถึงความในใจที่ส่งรูปต่างๆที่เข้าร่วมประกวด ซึ่งมีถึงสี่ภาพด้วยกัน ( http://lanpanya.com/dol3377/?p=753 ) รูปแรก                 หัวใจเฮฮา เริงร่าฉ่ำรัก ลอยฟ่องพูมฟัก ชื่นใจนักเฮฯ 6 เป็นรูปที่ผมมีความรู้สึกที่ดีมาก ต่อรูปนี้ ซึ่งบ่งบอกถึงความ สามัคคี พร้อมเพรียง สนุกสนาน ประเพณีเฮฮาฯ ได้ภาพตอนปล่อยมือได้สุดและพร้อมเพรียงกันจริงๆครับ มันให้อารมณ์ได้อย่างดีเยี่ยม ด้านข้างยังมีตากล้องคอยถ่ายภาพด้วย รูปโคมก็ยังเป็นสัญญาลักษณ์เฉพาะของ เฮฯหก ประเพณีท้องถิ่น  มันบรรยายได้ครบทุกกระบวนท่าของมันแทบไม่ต้องบรรยาย ทุกอารมณ์โฟกัสไปที่ เฮฯหก  ซึ่งผมถ่ายรูปนี้ผมคิดว่า ได้เวลาของมันจริงๆครับ รูปที่สอง       ขอยาดมหน่อยจ้า รูปนี้เป็นจังหวะที่ได้ถ่ายตอนป้าจุ๋มกำลังเล่าเรื่องราวในอดีต ที่หมอจอมป่วนแอบถ่ายรูปป้าจุ๋มตอนเผลอ ซึ่งก็เผลออีกจนได้ครับ  ภาพนี้ได้ความเป็นธรรมชาติบางอริยาบทของป้าจุ๋ม แต่ผมบรรยายภาพอีกแบบซึ่งจะได้ความสนุกสนานครับ ต้องขอโทษป้าจุ๋มและครอบครัวนะครับ  ป้าจุ๋มขอร้องให้ผมเอาออก แต่ผมดื้อครับ เพราะได้กิริยาที่บ่งบอกถึงความน่ารักลึกๆของป้าจุ๋ม ภาพที่สาม      เขียวขจียอดผาเงา จากความที่เป็นคนชอบธรรมชาติ ป่าเขา ต้นไม้ ได้ภาพนี้บนยอดดอยพระธาตุผาเงา แวดวงสิ่งปลูกสร้างใหม่ๆ ก็ดีใจที่ยังมีช่องว่างของความเป็นธรรมชาติหลงเหลืออยู่  ภาพนี้เป็นความชอบส่วนตัวครับ ภาพสุดท้าย       มามะ มาดูรูปลิงกัน ความจริงรูปนี้เกือบผ่านไปแล้วครับ เพราะรูปที่ถ่ายมามีมาก  แต่พอมาดูกันลึกๆอีกที  มันให้อารมณ์มากครับรูปนี้  โดยบ่งบอกถึงความเริงร่าเหล่าวิหคน้อยนำโดย หัวหน้าวง  ผมก็ไม่รู้ว่าดูรูปอะไรกัน แต่สีหน้าท่าทางมันให้ ต่างพุ่งความสนใจไปที่กล่องดำครัรบบบบบบบบบ ขอบคุณครับ ที่ผมมีโอกาสได้ร่วมประกวดด้วย  ผมไม่ได้หวังอะไรมากครับ แต่อยากเล่าเรื่องความรู้สึกต่างๆที่มีต่อรูปที่ส่งประกวดให้ท่านทั้งหลายฟังครับ แต่ดันมาฟลุ๊ก    ฟลุ๊กจริงๆครับ ที่เข้าตากรรมการ   ฮ่าๆๆๆๆๆ

*** ประกาศผลภาพส่งประกวดจาก เฮฯหก และหกกว่าๆ ***

อาทิตย์, 01/04/2009 - 17:45

หลังจากรอมาสักพักจนไม่มีผู้ส่งภาพประกวดเพิ่ม คณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิห้าท่าน อันประกอบด้วย อาจารย์แป๋ว พี่แป๋ว น้องแป๋ว ป้าแป๋ว และ ผศ.ดร.ภาวดี ได้ตัดสินภาพส่งประกวดเฮฯหก และหกกว่าๆ จำนวน 42 ภาพดังนี้

อ้อ ก่อนประกาศผลแจ้งเกณฑ์ตัดสินก่อนครับ "เกณฑ์การตัดสิน จะดูจาก เรื่องราวของภาพ ความสมบูรณ์ มุมกล้อง แสง และความชัดเจน นะคะ…ถ้าจะดูมากกว่านี้ ขอไปเรียนเรื่องการถ่ายภาพก่อนนะคะ…อิอิ" คำตัดสินของคณะกรรมการถือเป็นที่สิ้นสุด

จำไม่ได้ว่ามีรางวัลอะไรให้นะครับ

ผลการประกวดแบ่งเป็นสองกลุ่ม โดยกลุ่มแรก เป็นภาพที่แสดงตัวตน แสดงเอกลักษณ์ ของเฮฯ หก ส่วนกลุ่มที่สองเป็น บริบทของเฮฯ หก เป็นภาพที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรม เป็นบรรยากาศ สถานที่ที่เฮฯ หก ไปทำกิจกรรม

ผลของการตัดสินคือ

กลุ่มแรก: ภาพที่แสดงตัวตน แสดงเอกลักษณ์ ของเฮฯ หก

ชนะเลิศ
ภาพ: มามะ มาดูรูปลิงกัน
ถ่ายโดย: สิทธิรักษ์

ความเห็นของคณะกรรมการ: "รูปนี้เป็นเอกลักษณ์เฮฮาค่ะ คือชอบถ่ายภาพแล้วมาดูกัน ตรงนี้ดูแล้วเห็นความสนุกค่ะ"

รองชนะเลิศอันดับ 1
ภาพ: หัวใจเฮฮา เริงร่าฉ่ำรัก ลอยฟ่องพูมฟัก ชื่นใจนักเฮฯ 6
ถ่ายโดย: สิทธิรักษ์

ความเห็นของคณะกรรมการ: "ภาพนี้เป็นเอกลักษณ์ เฮ 6 เพราะไปจัดในดินแดนที่มีโคมลอยค่ะ"

รองชนะเลิศอันดับ 2
ภาพ: สงสัย
ถ่ายโดย: aram

ความเห็นของคณะกรรมการ: "ภาพนี้ก็เป็นสัญญลักษณ์เฮฮาค่ะ คือสงสัยใคร่เรียนรู้ เสียดายแต่ภาพไม่ค่อยคม"

ชมเชย (มีสองภาพเท่ากัน)
ภาพ: นิ่ง และ ความสุข
ถ่ายโดย: จอมป่วน และ จอมป่วน

ความเห็นของคณะกรรมการ: "ภาพนี้ชมเชย แม้จะไม่บอกเรื่องราวมาก แต่ ภาพมีอารมณ์ คือ เห็นอารมณ์ของภาพได้ค่ะ... จริงๆไม่อยากให้ซ้ำ แต่เสียดายไม่รู้จะตัดภาพไหนค่ะ"

จะบอกอะไรให้อย่างนึงครับ ทั้งภาพรูปข้างบน มีชิ้นส่วนของใครบางคนปรากฏอยู่ในภาพทั้งห้า อิอิ

กลุ่มที่สอง: บริบทของเฮฯ หก

ชนะเลิศ
ภาพ: อุบัติเหตุน้ำมูกช้าง
ถ่ายโดย: Logos

ความเห็นของคณะกรรมการ: "55555555 พอๆ กะหมอป่วนเลย ได้รางวัลทีไรชมกรรมการเปาะ" -- คณะกรรมการให้ความเห็นหลังจากได้รับคำชมว่าตาแหลม

รองชนะเลิศอันดับ 1
ภาพ: ความเปลี่ยนแปลง
ถ่ายโดย: bangsai

ความเห็นของคณะกรรมการ: "ทั้งสองภาพนี้ มีเส้นดึงสายตาทั้งคู่ และกิจกรรมคราวนี้มีนั่งช้าง มีขึ้นเขา ไปหมู่บ้านชาวเขา"

รองชนะเลิศอันดับ 2
ภาพ: ให้รู้ว่าใครใหญ่…บนดอยแม่สลอง … (อนาคต)
ถ่ายโดย: pukaorchid

ความเห็นของคณะกรรมการ: "ภาพนี้ก็บอกบรรยากาศของชาวเขาที่เฮ 6 ไปเยี่ยมชมค่ะ"

ชมเชย (มีสองภาพเท่ากัน)
ภาพ: แสงสุรีย์ที่บ้านอาข่า และ เชียงรายรำลึก
ถ่ายโดย: silt และ ป้าจุ๋ม

ความเห็นของคณะกรรมการ: แสงสุรีย์ที่บ้านอาข่า -- "ได้บรรยากาศดี แต่มุมกล้องไม่ค่อยดีนัก"
เชียงรายรำลึก -- "ภาพนี้สดใสชัดเจน บอกความเป็นเชียงราย ภาพมีจุดเด่นค่ะ"

ขอแสดงความยินดีกับตากล้อง นางแบบ นายแบบ และธรรมชาติที่เราบันทึกรูปและความประทับใจกันมาครับ

"ตื่นรู้" ในปีใหม่

อาทิตย์, 01/04/2009 - 17:45

ก้าวล่วงเข้าปีใหม่เพียงไม่ถึงหนึ่งนาที เสียงจุดพลุหลากสีดังก้องประสานจากหลายแห่ง ความดังและแรงสั่นสะเทือนทำให้ตื่นมายืนดู เคล้ากับเสียงเห่าขรมของเจ้าสี่ขาในบ้าน จึงได้คิดว่าทุกครั้งที่มีเสียงพลุ เจ้าตัวจุดจะเห่าสนั่นหวั่นไหวทุกคราวไป  ในขณะที่อีกตัวนอนนิ่งเงียบแม้จะกลัวแบบเดียวกัน

จะว่าไปเจ้าตัวเล็กคงเป็นทาสของเสียงพลุเพราะคุมตัวเองไม่ได้ ..หยุดจุดก็หยุดเห่า จุดเมื่อไหร่เห่าเมื่อนั้น ดูไปแล้วทั้งน่าขำทั้งน่าเวทนา แต่นึกดูอีกที มีอยู่บ่อยครั้งที่เราเป็นแบบเจ้าตัวจุดนี้เหมือนกัน เพียงแต่อาจไม่ได้มีปฏิกิริยากับเสียงพลุแต่มีปฏิกิริยากับสิ่งอื่นแทน...

วันว่างที่ผ่านมาล้างและขัดอ่างบัวเพราะไม่มีดอกและเน่า  ก็ฉุกคิดว่าเราล้าง ทำความสะอาดทุกสิ่งที่อยู่รอบตัว แต่ใจเราเล่า มีการล้าง ทำความสะอาดเพียงใด ..

มณีในดอกบัว

แมลงผึ้งหึ่งมาหาน้ำหวาน

เป็นอาหารตามประสาต้องอาศัย

ข้างฝ่ายเราเสาะหากว่านั้นไป

หามณีวิสุทธิ์ใสในดอกบัว

 

อันดอกบัวคือพระโอษฐ์จอมมุนี

ดูเถิดมีธรรมกระสวนอยู่ถ้วนทั่ว

แสดงอรรถลึกล้นเหนือ "ตนตัว"

ซึ่งน่ากลัวควรทำลายให้หายไป

 

ปฏิบัติแล้วครบพบนิพพาน

ด้วยประหารกิเลสกล้าหมดฝ้าไฝ

พบมณีโชติช่วงแห่งดวงใจ

ใช่หลงใหลในน้ำหวานหนอท่านเอย

..พุทธทาสภิกขุ..

 

 

ในห้วงของเวลาเดินช้าๆได้อ่าน..ก้อนอิฐสองก้อนจากหนังสือธรรมะดีๆสำหรับชีวิต จึงยกมาทั้งหมดด้วยความฉุกคิดได้อีกหลายเรื่องราว อาจารย์พรหม เล่าว่า เมื่อที่ดินว่างเปล่าที่ท่านซื้อ เริ่มเป็นรูปร่างเหมือนวัด...ท่านก็กลายเป็นช่างก่อสร้างฝีมือดี...เรียกคณะทำงานว่า บริษัทพุทธก่อสร้าง ได้เต็มปาก

แต่ตอนเริ่มต้นนั้น มันช่างยากเย็นแสนเข็ญ การก่อกำแพงอิฐ ที่ดูเป็นเรื่องง่ายๆ แค่โปะปูนลงไปแล้วก็วางก้อนอิฐ แตะด้านนี้ที ด้านนั้นที ให้เข้าที่

แต่ความจริง...ตอนเริ่มก่ออิฐใหม่ๆ แตะกดมุมหนึ่งเพื่อให้ได้ระดับ อีกมุมหนึ่งกลับยกขึ้น พอกดด้านที่ยกให้ลงมา อิฐก็เริ่มแตกแถวแตกแนว

"พอดันมันให้กลับเข้าที่ มุมแรกก็เริ่มสูงเกินไปอีก"

อาจารย์พรหม ศิษย์หลวงพ่อชา ผ่านวิชาพระป่าจาก วัดหนองป่าพงมาแล้ว ไม่สนใจว่าจะใช้เวลายาวนานเท่าใด เพื่อให้มั่นใจว่า อิฐทุกก้อน ถูกวางไว้อย่างสมบูรณ์แบบที่สุด

ในที่สุด กำแพงอิฐแผงแรก ก็สำเร็จลงด้วยดี

ก้าวถอยหลังออกมาชื่นชมผลงาน...ก็สังเกตเห็น อิฐสองก้อน ทำมุมเอียงกับแนวอิฐก้อนอื่น

มันทำให้กำแพงทั้งแผงดูไม่ดีเลย

ถึงเวลานั้น ปูนก่ออิฐก็แข็งเกินกว่าที่จะดึงอิฐสองก้อนนั้น มาเรียงใหม่ อาจารย์พรหม อับอายที่ทำกำแพงน่าเกลียด จึงขออนุญาตเจ้าอาวาส ทุบกำแพงทิ้งแล้วก่อใหม่ แต่เจ้าอาวาสไม่อนุญาต

นับแต่วันนั้น เมื่อมีแขกมาเยี่ยมชมวัด...อาจารย์พรหมก็มักพาแขกเลี่ยงกำแพงแถบนั้น ผลักความสนใจให้ไปอยู่ที่อื่น

สามเดือนต่อมา แขกคนหนึ่ง เห็นกำแพงนั้น ออกปากว่า "กำแพงนี่สวยดี"

"สายตาคุณเสื่อมหรือเปล่า ไม่เห็นหรือว่ามีก้อนอิฐสองก้อนวางไว้ไม่ดี"

"ใช่...ผมเห็นอิฐสองก้อนนั้น" แขกชมวัดตอบ "แต่ผมก็เห็นด้วยว่า มีอิฐอีก 998 ก้อน ก่อไว้เป็นระเบียบสวยงามมาก"

"อาตมาถึงกับอึ้ง" อาจารย์พรหมบอกว่า เป็นครั้งแรกในรอบสามเดือน ที่ท่านเริ่มมองเห็นอิฐก้อนอื่นๆ ไม่ว่าจะด้านบน ด้านล่าง ด้านซ้าย ด้านขวา ที่ก่อไว้ดีไม่มีที่ติ

นับแต่วันนั้น กำแพงนั้น ก็ไม่น่าเกลียดอีกต่อไป

เปรียบกับชีวิตคน ..มีคนมากมายตัดสัมพันธ์กัน เพียงเพราะเพ่งมองแต่อิฐไม่ดีสองก้อนของคนอื่น บางคนท้อแท้สิ้นหวัง คิดฆ่าตัวตาย เพราะอิฐไม่ดีสองก้อนในตัวเอง

เป็นเรื่องน่าเศร้า...หลายครั้ง คนเราทำลายกำแพงดีๆไปอย่างน่าเสียดาย

อาจารย์พรหม สรุปคำสอนไว้ว่า.. เพียงเลิกจดจ้องข้อผิดพลาดของคนอื่น และฝึกมองให้เป็นเอกลักษณ์พิเศษเฉพาะตัว ก็เพิ่มคุณค่าให้กับชีวิตได้อย่างไม่น่าเชื่อ...

ฉุกคิดอีกคราวเมื่อพบเห็นช่อดอกไม้แสนสวยที่ทำให้มีความสุข เพราะยามได้สัมผัสรูป สี  กลิ่น สันฐาน อันงดงาม ก็ทำให้ใจเคลิบเคลิ้ม แต่ไม่ช้าไม่นานกาลเวลาจะกลืนกลบ ลบความหมดจดสดใสให้โรยรา.. มีดอกไม้ใดในโลกที่จะคงความงามได้ดังใจปรารถนาตลอดกาล...

วันว่างที่ผ่านมาทำให้ฉุกคิดได้หลากหลาย โดยเฉพาะ คำเชิญชวนของพี่เปลี่ยน ทำให้ได้พบพานตะกอนแห่งความสุขที่นอนก้นอยู่อย่างสงบในใจจาก กัลยาณมิตรมากมาย ที่ผ่านผันเข้ามาให้ได้ใกล้ชิด ได้เรียนรู้ว่าความสุขอยู่ใกล้แค่นี้เอง

 มองไกล..จึงเห็นกว้าง

ตื่น รู้..ในปีใหม่

ซานติก้าผับ - ไม่เป็นไร วัวหายไม่ต้องล้อมคอก

อาทิตย์, 01/04/2009 - 17:45
จะเขียนเรื่องนิสัยคนไทยแล้วก็พยายามรวบรวมความคิดอยู่พักหนึ่ง พอดีมีเรื่องไฟไหม้ซานติก้าผับ วันที่ 31 ธันวาคม 2551 จึงได้โอกาสพูดเรื่องนิสัยแรก งานนี้ตายไปประมาณ 60 คนทันที บาดเจ็บอีกหลายร้อย เป็นเรื่องเหลือเชื่อที่เกิดขึ้นตอนกำลังเค้าดาวพอดี เพราะไหม้จากพลุเค้าดาวนั่นแหละ ผมรู้จากข่าววันรุ่งขึ้นเพราะหลับไปตั้งแต่สองทุ่มแล้ว ผมวิเคราะห์ว่าคนไทยมีนิสัย ซึ่งเป็นทั้งข้อดีและข้อเสีย ข้อหนึ่งคือ "ไม่เป็นไร" ข้อดี) สมมุติว่าทำเงินหาย หาไม่เจอจริงๆ ก็ "ไม่เป็นไร" จะได้ดำเนินชีวิตต่อได้ หรือ มีคนมาแซงคิวเรา คนไทยก็ว่า "ไม่เป็นไร" เขาคงมาตอนเราไม่เห็น ถ้าเป็นอะไรที่ไม่ทำให้เสียหน้า (เช่นขับรถปาดหน้า) คนไทยจะคิด "ไม่เป็นไร" ได้ง่ายมาก ข้อเสีย
  1. มีปัญหาเห็นๆ อยู่ไม่แก้ เพราะ "ไม่เป็นไร" หรอก "ช่างมัน" "ไว้ก่อน" นึกถึงเรื่องที่คนข้ามสะพานไม้แล้วเหยียบตะปู เจ็บแต่ก็ไม่คิดจะทำอะไรกับตะปูนั้น มีคนบอกว่าคนไทยไม่มีจิตวิญญาณสาธารณะ จะสนใจแต่คนรอบตัวกลุ่มเล็กๆ เท่านั้น ถ้าตะปูนั้นอยู่หน้าบ้านคงถูกจัดการแน่นอน
  2. ปัญหาเล็กๆ ในข้อแรกนั้น เมื่อไม่แก้ก็จะนำไปสู่ปัญหาใหญ่ เป็นวิธีคิดที่ตรงข้ามกับ safety first และกฎของเมอร์ฟี่ อย่างสิ้นเชิง ฉะนั้น ถึงแม้เราจะรู้ว่าจะสร้างสถานบันเทิง ต้องมีระเบียบความปลอดภัยอย่างไรบ้าง แต่ก็ "ไม่เป็นไร" คงไม่โดนหรอก
  3. เมื่อปัญหาเกิดเป็นปัญหาจริงๆ ก็ยังจะไม่แก้อีก ผมว่า "วัวหายล้อมคอก" เป็นวิธีคิดที่ดี เพราะเราคงคิดวิธีที่วัวจะหายได้ไม่หมดตั้งแต่แรก แต่เมื่อพบวิธีหนึ่งแล้วก็ล้อมเสีย ผ่านไปเรื่อยๆ วัวก็จะหายน้อยลง แต่ปัญหาของคนไทยคือ วัวหายแล้ว ก็ "ไม่เป็นไร" หรอก คงจะไม่เกิดอีกหรอก แทนที่จะรีบแก้ทันที ปัญหาอย่างซานติก้าเคยเกิดมาแล้ว แต่ราชการก็ไม่เคยเข้มงวดในเรื่องการป้องกันไฟไหม้ในสถานบันเทิงเลย เห็นสนใจอายุคนเข้าผับมากกว่า ผมว่างานนี้คนที่ต้องรับผิดชอบนอกจากเจ้าของแล้วก็คือ กทม. ด้วย
ความไม่เป็นไรอยู่ในนิสัยของพวกเราทุกคน รวมทั้งผมด้วย (ไม่งั้นคงอธิบายออกมาไม่ได้) คนส่วนน้อยที่พ้นจากปัญหานี้ไปได้ก็จะประสบความสุขความเจริญมากกว่าคนที่เหลือจนเป็นที่แปลกใจ ประเด็นหนึ่งคือคนไทยไม่เข้าใจกฎของเมอร์ฟี่นะ ที่ว่าอะไรที่มันจะเสียได้มันจะเสีย หรือที่พูดตลกๆ ว่า วันไหนที่ไม่เอาร่มออกไปฝนจะตก หรือ ฆ้อนจะตกใส่หัวแม่โป้งเท้าเสมอ คนไทยมองกฎของเมอร์ฟี่เป็นเรื่องตลกเสมอ ไม่ได้นำไปใช้เหมือนฝรั่ง ซึ่งใช้คำพูดนี้เตือนใจว่าจะต้องระวังช่องโหว่ในทุกอย่างให้ดีที่สุด จนพวกเรามองว่าน่ารำคาญ ผมสังเกตว่าคำขวัญแบบนี้ของไทยไม่มี เพราะมันไม่อยู่ในวิธีคิดของเราเลย เราไม่เคยมองว่าตะปูที่สะพานจะต้องโดนเหยียบแน่ๆ หรือ เครื่องคอมที่รวนอยู่มันจะต้องเสียในวันที่เราต้องการไฟล์สำคัญจากมัน ถ้าเราเลิก "ไม่เป็นไร" และหันมาคิดแบบ "กฎของเมอร์ฟี่" แทน แบบ "safety first" แบบ "วัวหายล้อมคอกก็ยังดี" ชีวิตคงมีเรื่องให้เสียหายเจ็บปวดน้อยลง ฝืนความเป็นไทยกันเถอะครับ

ปีใหม่ที่เงียบเหงาของฉัน

เสาร์, 01/03/2009 - 16:45
คำถามที่ฉันถูกถามก่อนปิดยาวช่วงปีใหม่ คือ "ปิดปีใหม่ไปไหนคะ?" คำตอบก็คือ "ไม่มีโปรแกรมค่ะ" ฉันขับรถพาแม่ไปมหาสารคามเมื่อวาน (31 ธันวาคม) เพราะหลานสาวโทรชวนยายจ๋าให้ไปร่วมฉลองปีใหม่ จับของขวัญกัน หลังจากพาแม่ไปส่งและทานข้าวเที่ยง เล่นกะหลานๆ แล้ว ฉันก็ขับรถกลับบ้านคนเดียว ช่วง 5-6 โมงเย็น เป็นช่วงเวลาที่ฉันมักจะง่วงๆประจำ ระหว่างทางรู้สึกง่วง เล็กๆ บอกตัวเองว่า อย่าง่วง อย่าง่วงนะ ระหว่างขับรถตามท้ายรถคันหนึ่ง ก็รู้สึกวูบ ไปสักเสี้ยววินาที จึงตกใจจนหายง่วง จึงขับรถกลับบ้านโดยสวัสดิภาพ เมื่อกลับถึงบ้าน ทานข้าว ดูละครตอนอวสาน แล้วก็มาแวะทักทายปีใหม่ที่ลาน ก็ได้ยินเสียงพลุ ประทัด จึงรู้ว่าปีใหม่แล้ว จึงไปนอน ไม่มีงานเลี้ยง ไม่มีฉลอง ไม่มีท่องเที่ยว... เหงาๆ ดี... แต่ก็ถือว่าเป็นช่วงเวลาที่ได้อยู่กับตัวเอง เป็นโอกาสให้ได้คิดใคร่ครวญ ทบทวนถึงสิ่งต่างๆ ที่ผ่านมาในปีเก่า เพื่อจะได้ทำให้ดีขึ้นในปีใหม่...

Amazing I-San Fair 2009

เสาร์, 01/03/2009 - 16:45

มาฝากข่าวถึงญาติมิตรที่บางกอกครับ ออตและช่างทอสองคนได้รับเชิญให้ไปร่วมงาน Amazing I-San Fair 2009 ที่จัดโดย การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย

ซึ่งานนนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวภาคตะวันออกเฉียงเหนือ รวมทั้งขานรับนโยบายการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยในการประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยว ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และประชาสัมพันธ์แหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ให้เป็นที่รู้จักแพร่หลายมากขึ้น

กิจกรรมภายในงาน
- การแสดงทางศิลปะวัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
- โซนข้อมูลเพื่อการท่องเที่ยวทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
- กิจกรรมสันทนาการบนเวทีกิจกรรม

ในส่วนของออตและช่างทอผ้าได้เข้าร่วมกิจกรรมดังนี้
-การแสดงผ้าทอร่วมสมัยจำนวน 40 ผืน
-การสาธิตการทอผ้าไหมมัดหมี่แบบ ผ้าปูม
-การออกแบบลายผ้าด้วยตนเองอย่างง่ายที่สามารถทอด้วยเทคนิคไหมมัดหมี่

รายละเอียดอื่น ๆ
Date: 15 - 18 January, 2009
Owner: Tourism Authority of Thailand
10 a.m. - 8 p.m.
Plenary Hall 1-3, Hall C2, Meeting Room

ชีวิตครอบครัวที่หายไป

เสาร์, 01/03/2009 - 16:45
Normal 0 false false false MicrosoftInternetExplorer4 /* Style Definitions */ table.MsoNormalTable {mso-style-name:ตารางปกติ; mso-tstyle-rowband-size:0; mso-tstyle-colband-size:0; mso-style-noshow:yes; mso-style-parent:""; mso-padding-alt:0cm 5.4pt 0cm 5.4pt; mso-para-margin:0cm; mso-para-margin-bottom:.0001pt; mso-pagination:widow-orphan; font-size:10.0pt; font-family:"Times New Roman"; mso-ansi-language:#0400; mso-fareast-language:#0400; mso-bidi-language:#0400;} “เสียงเด็กร้องให้ เสียงไอคนเฒ่า” เป็นประโยคธรรมดาที่บางท่านอาจจะคิดไปถึงว่า สถานที่แห่งนั้นมีเด็กอาจจะไม่สบายและมีคนเฒ่าที่อาจจะกำลังป่วย

ไม่ผิดครับ....เพราะไม่ได้อธิบายอะไรมากไปกว่าการกล่าวถึงประโยคนั้นเฉยๆ

แต่ผู้บันทึกต้องการมองอีกมุมหนึ่งคือ.. เป็นคำกล่าวที่สะท้อนถึง 3 รุ่นอายุ (Generation) คือรุ่นเด็กเล็ก(ลูก) รุ่นพ่อแม่(วัยแรงงาน)และรุ่นปู่ย่าตายายที่เป็นคนเฒ่า(วัยชรา วัยพักผ่อนและเผชิญโรคภัยไข้เจ็บ)

สภาพเช่นนี้คือสังคมไทยในสมัยก่อนแผนพัฒนาชาติ ที่สังคมยังเป็นครอบครัวใหญ่ อยู่ด้วยกันทั้งสามรุ่นหรือมากกว่าสามรุ่นด้วยซ้ำไปหากครอบครัวนั้นอายุยืนมากกว่า 80 ปีขึ้นไป ก็อาจจะมีรุ่นแหลน โหลน หลอน ด้วยซ้ำไป มันเป็นสังคมที่มีความอบอุ่นและมีความเป็นสังคมครอบครัวที่หนาแน่น สะท้อนด้วยเสียงร้องให้ของเด็กเล็กซึ่งเป็นเรื่องธรรมดา สะท้อนด้วยเสียงไอของคนเฒ่า ก็เป็นเรื่องธรรมดาอีกเช่นกัน

ครอบครัวแบบนี้มีข้อดีมากมาย

  • อบอุ่น ดูจะเป็นประเด็นใหญ่เพราะมีเครือญาติมากมายอยู่อย่างใกล้ชิด มีกินด้วยกัน เล่นด้วยกัน ทำงานด้วยกัน ทุกข์ยากอย่างไรก็ช่วยเหลือกันเต็มที่

  • มีการถ่ายทอดทุนทางสังคมต่างๆอย่างเป็นธรรมชาติ ที่อาจจะเรียกว่า Informal learning ไม่ต้องเข้าห้องเรียน ไม่ต้องแบ่งกลุ่มย่อยแลกเปลี่ยน ไม่ต้องมีใครมานำเสนอ ฯลฯ แต่ทำเลย ทำนา ทำไร่ จักตอก สานตะกร้า ไปวัด ไหว้พระ ผู้ใหญ่ให้เด็กทำแล้วก็สอนไปด้วย

  • จุดเด่นที่สุดดูจะเป็นการถ่ายทอดทางวัฒนธรรมแห่งการอยู่ร่วมกัน ผมจำได้ว่า ที่บ้านพ่อจะทำยอดักปลาในช่วงน้ำหลาก เมื่อเราได้ปลาจำนวนมากเกินที่จะกินในครอบครัว แม่ก็จะเอาตะกร้าไปแบ่งปลามาแล้วให้ผมเอาไปให้ ป้าคนนั้น ตาคนนี้ ไม่ต้องซื้อหากัน อยากกินผักพื้นบ้านอะไรก็เดินไปริมรั้วบ้านคนนั้นแล้วตะโกนขอผักหน่อย เท่านั้นก็ได้กิน

  • เด็กๆรุ่นเดียวกันก็จับกลุ่ม เล่นขายของ เล่นโป้งแปะ เล่นสารพัดจะสรรค์หาการเล่นมา แต่หากเล่นเลยเถิดไปจนทำให้เกิดความเสียหายแก่ข้าวของบ้านใคร พ่อแม่อนุญาตให้ผู้ใหญ่คนไหนก็ได้ในหมู่บ้านมีสิทธิ์ที่จะเอาเด็กคนนั้นมาดุด่าว่ากล่าว จนกระทั่งตีก้นได้เลย เป็นที่เข้าใจกัน

  • วันพระทุกบ้านจะแต่งตัวสวยงามไปวัดกัน ที่วัดจะรวมคนทุกรุ่นตั้งแต่เด็กเล็กที่เดินได้ก็พ่อแม่จะจูงมือไป คนเฒ่าแก่ก็ไปแต่เช้านั่งคุยกับพระเจ้าอาวาส กินน้ำชา คุยกันสารพัดเรื่อง เป็นการ update ข้อมูลหมู่บ้าน สังคม ประเทศชาติ ฯลฯ

  • ฯลฯ

ครอบครัวแบบนี้ สังคมแบบนี้มีในอดีต ที่ทุกท่านคนเห็นภาพนี้มาแล้ว แต่นับวันจะหดหายไปสิ้น ยิ่งสังคมเมือง ที่เอาคนเฒ่าไปไว้ที่บ้านคนชรา พ่อแม่เฝ้าบ้าน ลูกแยกครอบครัวออกไป กลายเป็นครอบครัวเดี่ยว....

ครอบครัวผมก็เช่นกัน เป็นสังคมเมือง ตอนลูกเล็ก แม่(ยาย)มาอยู่ด้วยเพราะอาสาจะมาเลี้ยงหลาน คนสุดท้าย (ที่เลี้ยงมาแล้ว 14 คน อิอิ) คนข้างกายเป็นข้าราชการ ก็ไปเช้ากลับเย็น ส่วนผมช่วงนั้นโชคดีที่ได้งานทำในเขตอำเภอเมือง ก็ไปเช้ากับเย็นได้ แม้ว่าบางครั้งต้องออกชนบทก็ไม่บ่อยนัก ชีวิตครอบครัวก็เป็นครอบครัวที่อบอุ่น ได้กินข้าวด้วยกันเกือบทุกวัน ฯ

เมื่อลูกโตขึ้น ส่งเขาไปเรียนไฮสคูลที่ NZ โดยไม่ได้วางแผนมาก่อน และผมเองก็ต้องย้ายที่ทำงานไปต่างจังหวัด กลับบ้านทุกวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ ครอบครัวก็ไม่เป็นครอบครัว คุณแม่ก็เริ่มก้าวเข้าสู่ชราภาพ ความเจ็บไข้ได้ป่วยก็เข้ามาเยือน คนข้างกายแม้จะเป็นข้าราชการแต่ตำแหน่งหน้าที่การงานต้องเป็นนักวิจัย มีโครงการวิจัยมากมายล้นมือ ต้องเดินทางบ่อยไปทั่วประเทศทุกภูมิภาคทั้งในเมืองในชนบท ต่างประเทศก็ไปบ่อย ครอบครัวจึงเกือบไม่มีสภาพครอบครัว คุณแม่ต้องอยู่กับผู้ช่วยแม่บ้านที่นิสัยดีเหลือเกิน จนเราต้องจุนเจือครอบครัวเขาไปด้วยในหลายสถานะ

เมื่อลูกสาวเรียนจบไฮสคูลก็มาเข้าเรียน ABAC ที่กรุงเทพฯ ก็ไม่ได้อยู่ด้วยกันอีกแต่ยังดีที่อยู่ในเมืองไทย คนข้างกายก็ยังตระเวนทั่วประเทศเช่นเดิม ผมเองก็ตระเวนต่างจังหวัดตามเงื่อนไขของอาชีพ

แล้วคุณแม่ก็จากไป ลูกยังเรียน ผมยังอยู่ต่างจังหวัด บ้านจึงมีแต่คนข้างกายอยู่กับเด็กที่เราเอามาอยู่ด้วยเพื่อเป็นเพื่อนและส่งเสียเขาเรียนหนังสือตามกำลังเล็กน้อยที่พอจะมี

มาวันนี้ลูกสาวเรียนจบแล้วและกลับมาบ้าน ที่ไม่มีคุณแม่แล้ว การเป็นครอบครัวกลับมาอีกครั้งแต่ก็ไม่เต็มที่ แต่ก็เป็นบรรยากาศที่เรามีความสุข ที่พ่อแม่ลูกอยู่ด้วยกันมากขึ้น รอวันว่าเส้นชีวิตจะผกผันไปอย่างไรอีก แต่พยายามที่จะให้เป็นครอบครัวมากที่สุด....

สภาพสังคมเปลี่ยนไปนานแล้วและครอบครัวก็แตกแยกกันนานแล้วด้วยสาเหตดังกล่าว... ไม่เฉพาะครอบครัวผมหรอก ใครๆก็เป็นเช่นนี้... หากพ่อแม่ไม่เป็นหลักดีดีแล้วความเป็นครอบครัวคงรักษาไว้ให้มีความสุขได้ยาก

ไม่มีเสียงเด็กร้องไห้ ไม่มีเสียงไอคนแก่ อีกต่อไปแล้ว

ไม่มีการถ่ายทอดทุนทางสังคมแบบเดิมๆอีกต่อไป

สภาพครอบครัว สังคม เปลี่ยนอย่างสิ้นเชิง

เราจะประคับประคองสังคมของเราที่มีสิ่งดีดีให้สืบต่อได้อย่างไรหนอ...

เสน่ห์ใน มอ.

เสาร์, 01/03/2009 - 16:45
สวัสดีครับทุกท่าน ปีใหม่ปีนี้ผมเองไม่ได้กลับบ้าน ทำหน้าที่เฝ้ามหาวิทยาลัยให้กับทุกคนที่กลับบ้านกันครับ แล้วค่อยหาโอกาสกลับในยามอื่นครับ ดูเหมือนว่าจะเสียสละนะครับ จริงๆ ต้องเร่งเคลียร์งานที่ค้างๆ ไว้นะครับ ประกอบกับเพิ่งกลับไปเยี่ยมบ้านตอนต้นเดือนธันวาคมที่ผ่านมาแล้วครับ การได้อยู่พร้อมหน้ายังไม่เท่าการได้อยู่กันพร้อมใจ ครับ การได้อยู่พร้อมหน้าต้องไปเจอกันใช่ไหมครับ แต่การได้อยู่กันพร้อมใจอยู่ที่ไหนก็ถึงกันใช่ไหมครับ ช่องทางในการติดต่อทุกวันนี้มีมากมายกว่าเมื่อก่อนมาก เมื่อวานผมได้รับทราบว่ามีฝูงนกกระยางลงมาหาอาหารและใช้ชีวิตใน มอ. เป็นแหล่งพักพิง ถือว่าเป็นบ้านร่วมกันกับพวกเรา ผมก็เล่นปั่นจักรยานพร้อมเครื่องมือนการจับนกกระยางไป พอไปปั๊บจอดรถปั๊บบินหมดทั้งฝูงเลยครับ ผมเลยไปติดตามไปอีกที่นึงที่เค้าบินไปลงคราวนีละครับ ผมก็จับได้เพียบเลยครับ (คิดกันไปถึงไหนแล้วครับ จินตนาการ) นี่คือรูปที่ผมได้จับไว้ได้นะครับ การจับของผมเป็นการจับแบบไม่ทำลายครับ อาจจะตกใจบ้างเล็กน้อยครับ นั่นคือการจับด้วยกล้องถ่ายรูปนั่นเอง..... นี่คือสวิงไอที ถ่ายได้ทุกอย่างทั้งที่มองเห็นและมองไม่เห็นครับ

การได้มีโอกาสทำงานที่หนึ่งที่ใดสักที่ หากเราเห็นจุดเด่นจุดแข็งของที่นั้นๆ เราจะทำงานอย่างมีความสุข แน่นอนปัญหามีแน่ แต่ปัญหานั่นมันไม่ใช่ปมประเด็นแห่งการเปลี่ยนที่ทำงานใหม่ เพราะพื้นฐานที่สำคัญคือ ทำที่ไหนก็เพื่อไทยเช่นกัน หรือแม้ว่าจะย้ายไปทำที่ไหนก็ยังทำงานเพื่อไทยเช่นกัน

การสร้างความอบอุ่นให้เกิดในองค์กรจึงสำคัญมาก การบริหารงานด้วยหัวใจจึงสำคัญทึ่สุด สำคัญกว่าการบริหารแบบสมอง ความอบอุ่นเกิดจากหลายองค์มารวมกัน อบอุ่นตอบได้ด้วยหัวใจ ผมนำภาพพระราชบิดามาฝากทุกท่านครับจากภาพด้านบนนะครับ ซึ่งผมคิดว่าพระองค์ท่านคือแบบอย่างที่ดีที่สุด ท่านยืนมองออกไปในทะเลอย่างสง่าตลอดเวลาไม่ว่าจะแดดออกฝนตกลมแรง แล้วชีวิตของเราละอดทนและสู้กับปัญหาอย่างไร? ครับ

เสน่ห์อยู่ที่มุมมอง...หามุมมองไม่เจอฤาจะเห็นเสน่ห์

ขอให้ทุกท่านมีความสุขในการได้อยู่ร่วมและได้สร้างสรรค์สิ่งดีงามตลอดไปครับ ด้วยมิตรภาพ เม้ง

โรงเรียนลานปัญญา

เสาร์, 01/03/2009 - 16:45
ถ้าลานปัญญาเป็นโรงเรียน Logos เป็นครูใหญ่ จอมป่วนละเป็นอะไร โอ้ ๆๆๆ...น่าคิด ครูอึ่ง อุ้ยจันตา จะเป็นครูน้อย ครูน้อยก็หมายถึงครูผู้สอน ทำหน้าที่ครูประจำชั้น ครูอึ่งขยัน ไม่ขาดประชุม และคอยสอบถามครูใหญ่อยู่เรื่อยๆ จึงได้ตำแหน่งบรรณารักษ์เป็นภาระเสริม อุ้ยละ อุ้ยเป็นครูฝ่ายปกครอง คอยสอดส่องเด็ก ๆ อบรมศีลธรรม มารยาท เด็กดื้อมาก ๆ เก็บสาระเอาเข้าห้องประชุมประจำเดือน ครูพละมีไหม โอ้ว! นี่ลืมไปจริง ๆ เอาครูจอมป่วน มาสอนวิชานี้ดีกว่า เพิ่มให้สอนวิชาสุขศึกษาด้วย จะได้ช่วยสอนวิชาพิฆาตขยะ ครูบางทราย ครูอัยการ แบ่งกันสอนในแต่ละกลุ่มวิชา ครูอัยการ สอนวิชาหน้าที่พลเมือง ประชาธิปไตยฉบับแซ่เฮ วิชาร้องเพลงด้วยแหล่ะ ครูบางทราย สอนวิชา เจ้าเป็นไผ วิชาภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ ดาราศาสตร์ ใจเย็นศาสตร์ ครูไร้กรอบ สอนวิชาวิทยาศาสตร์ วิชากวนใจศาสตร์ วิชาโลกร้อนอย่าเล่นไฟเย็น ครูหลินฮุ่ย สอนวิชาไอที วิจัย ทำวิทยานิพนธ์

นักเรียนมีเยอะมาก นับไปตั้งแต่เด็กหญิงจิ เด็กชายโก๊ะ หนูจอมกวนเมืองพะเยาอยู่ชั้นล่าง ชั้นบนมีหลายห้อง แยกตามช่วงชั้นวิชา นักเรียนแต่ละคนหน้าตาบ๊องแบ๋ว เช่น หนูอึ่งอ๊อบ หนูตาหวาน หนูแป๊ด หนูลูกหว้า หนูแป๋ว หนูหนิง หนูสุ หนูนิด หนูเบิร์ด หนูครูปู หนูมิ้ม ดช.ครูบา ดช.อาเหลียง ดช.ตาหยู เด็กชายสายลม เด็กชายออต เด็กชายกอล์ฟ ฯลฯ  แต่ละคนฤทธิ์เดชมาก ครูใหญ่ปวดหัว 3 เวลาหลังอาหาร โดยเฉพาะพฤติกรรมสอนไม่จำ ...ชอบจำแต่เรื่องไม่สอน บางทีก็หนีไปเข้าม๊อบ..เด็กหญิงตาหวานนั่น แอบห่อโรตีมาแจกในห้อง เด็กชายเหลียงก็ไม่เบา..อย่าเผลอนะ จิ๊กเอาสมุดการบ้านเพื่อน ๆ ไปประจำ...หนูแป๋วชอบร้องเพลง โหลดเพลงไปฟังเสมอ ๆ

ป้าจุ๋ม ลุงเอก พี่ศศินันท์ละ อ๋อ 3 ท่านนี่เป็นผู้ปกครองไงละ นอกจากมารับมาส่งลูก ๆ แล้ว ยังขยันเข้าร่วมกิจกรรมโรงเรียน ช่วยงานโรงเรียนดีมาก อ้าวลืมสิงห์ป่าสักรึเปล่า...ครูเกษตรตัวกลั่นเลยนะนั่น โรงเรียนเรามีครูเกษตร 2 คน ครูโสธรไง แล้วครูสอนวิทยาศาสตร์ละ ..อ้าวจำไม่ได้รึ ครูเม้ง ที่แกขี่มอร์เตอรไซด์มาสอนไง ครูคนนี้เข้าไวออกไว เพราะเห่อรถใหม่ แต่ก็ใจดีพานักเรียนไปฝึกงานตามสวนต่าง ๆ เด็ก ๆ สนุกมาก โรงเรียนนี้เก็บแป๊ะเจี๊ยะแพงไหม? ไม่แพงหรอก .. กอด 2 ที ก็เข้าเรียนได้แล้ว อย่าติดสินบนกอดเกิน2 ที ไม่รับทอนก็แล้วกัน อิ อิ..

เฮฮาศาสตร์

เสาร์, 01/03/2009 - 16:45
นี่ก็เป็นอีกครั้งนึงครับที่ไป comment ไว้ในบันทึกแล้วเอามาเขียนเป็นบันทึกต่างหากอีก บันทึกนี้เป็น comment ที่แสดงความเห็นไว้ในบันทึกถอดบทเรียนเกี่ยวกับชุมชนออนไลน์ ​(ตอนที่ 3) ของรอกอดแล้วนำมาเขียนเป็นบันทึก เฮฮาศาสตร์เป็นกลุมคนที่มารวมตัวกัน  มีความแตกต่างหลากหลาย  แต่ยอมรับความแตกต่างและอยู่ร่วมกันได้ มีวัตถุประสงค์ที่บางคนบอกว่ายังไม่ชัดนัก   แต่คิดว่าพอสรุป(เอาเอง)ได้ว่ายินดีอยู่ร่วมกันด้วยความรักท่ามกลางความแตก ต่างหลากหลาย  ยินดีที่จะแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน  พัฒนาตัวเองและช่วยกันเป็นแบบอย่างให้เกิดการพัฒนาตัวเอง  ยินดีที่จะร่วมมือกันทำกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมตามสภาพและความ พร้อม  กิจกรรมที่ทำร่วมกันก็มีการฝึกอบรม  พัฒนาบุคคลกรและพัฒนาองค์กร การอยู่ร่วมกันก็มีจุดร่วมกันและกติกามารยาทการอยู่ร่วมกัน  แต่ไม่ถึงกับเป็นกฏเหล็กที่ต้องปฏิบัติตามโดยเคร่งครัด มีกิจกรรมที่ทำร่วมกัน  ทั้งยังมีอิสระในกลุ่มที่จะทำกิจกรรมร่วมกันเป็นกลุ่มเล็กๆได้  คล้ายๆมีมุ้งเล็กในมุ้งใหญ่แต่มีอิสระที่จะทำกิจกรรม การที่ชุมชนหรือกลุ่มคนจะอยู่ร่วมกันและมีกิจกรรมร่วมกันได้อย่างยั่งยืนได้ ก็เพราะมีเครือข่ายที่หลากหลาย  มีการพบปะ  สื่อสาร  พูดคุยกันทั้ง F2F  หรือผ่านโลกเสมือน เฮฮาศาสตร์เริ่มต้นมาได้ดี  ผ่านการทดสอบมาระยะหนึ่งแล้ว  แต่ยังคงมีสิ่งท้าทายอีกมากมายที่จะร่วมมือกันฟันฝ่าต่อไปอีกในอนาคต ที่ผ่านมาก็มีกิจกรรมที่สวนป่าของครูบา  มีการฝึกการพัฒนาตัวเองเป็นกลุ่มกระบวนกร  มีการช่วยเหลือกันพัฒนาบุคคลากรและพัฒนาองค์กร   คิดว่าในระยะไม่นานจากนี้ก็คงจะมีการรวมกลุ่มย่อยๆทำกิจกรรมร่วมกันเพิ่ม ขึ้นอย่างแน่นอนครับ  เช่นการร่วมกันพัฒนาหลักสูตรลดน้ำหนัก (ทีมพิษณุโลก  ทีมกระบี่  ทีมเชียงใหม่  กับทีมเชียงราย....และผู้ที่สนใจ)   กิจกรรมหมู่บ้านเฮ  ฯลฯ อนาคตของเฮฮาศาสตร์กำลังรอสมาชิกทุกท่านครับ  คนละเล็กคนละน้อยตามความสามารถและความพร้อมของทุกท่าน  ที่สำคัญที่สุดคือใจครับ  เริ่มต้นด้วยใจที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความรักต่อสรรพสิ่ง  ใจที่พร้อมจะเปิดออกรับสิ่งใหม่ๆ  สิ่งดีๆ  พร้อมที่จะแลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน  พร้อมที่จะพัฒนาตัวเองและช่วยเหลือผู้อื่นตามความพร้อมของเรา

การแลกเปลี่ยนเรียนรู้หมู่บ้านปางจำปีตอนที่ 3

เสาร์, 01/03/2009 - 16:45

คณะกรรมการหมู่บ้านได้อนุมัติเงินจากกองทุน SML มา 200,000 บาทในการสร้างอุทยานการเรียนรู้บ้านปางจำปีขึ้น ชื่อ "บ้านวังปลา"

ซึ่งก่อสร้างโดยใช้ไม้ไผ่เป็นความร่วมมือกันของชาวบ้าน  โดยชาวบ้านจะนำไม้ไผ่มาหลังคาเรือนละ 10 เล่ม ใช้เวลาสร้างรวม 4 เดือน มี